พระอาจารย์
13/21 (570228C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กุมภาพันธ์
2557
พระอาจารย์ – นี่คือการต่อสู้กันนะ ...ไม่ใช่สงครามแบ่งชนชั้น
ไม่ใช่สงครามแบ่งเหนือ-ใต้ ...แต่เป็นสงครามล้างเผ่าพันธุ์กิเลสภายใน
จิตใจของผู้เข้ารบนี่ ต้องเป็นนักรบ
ฆ่าโดยไม่ปราณี...ฆ่ากิเลสตัวเอง ... ถ้าฆ่าอันอื่น...บาป
ฆ่ากิเลสตัวเอง...บุญ มหาบุญ...ฆ่ามันเข้าไปกิเลสนี่
ท่านถึงเรียกว่าประหัตประหารโดยไม่เหลือ ล้างโคตรเลยแหละ
ประหัตประหารถึงขั้นล้างโคตรกันเลยน่ะ ...ไม่เกรงใจกิเลสแล้ว
ไม่หวังพึ่งกิเลสเป็นผลประโยชน์แล้ว ไม่เอากิเลสเป็นสรณะแล้ว
ไม่เอาสุขทุกข์ที่ได้จากกิเลสเป็นอารมณ์แล้ว
ไม่เอาความสุขความทุกข์ที่มันได้จากความคิดความนึก ความปรุงความเสพ ความสัมผัส
ความติด ความข้องแวะอะไรนี่...มาเป็นที่มั่น ที่หมาย ที่ตั้งแล้ว
ต้องทำลายแบบเรียกว่าเอานิวเคลียร์ลงแบบกระจุยกระจายน่ะ เข้าใจมั้ย จนไม่มีที่ให้ปรากฏเลย ...เมื่อไม่มีที่ให้ปรากฏน่ะ ทุกอย่างมันก็เป็นอนัตตา ...นั่นแหละจบ
กิเลสหาที่ตั้งไม่ได้ หาที่เกิดไม่ได้
“เรา” หาที่ตั้งไม่ได้ หาที่เกาะไม่เป็น ไม่รู้จะเอา “เรา” ไปเกาะกับอะไร
เพราะมันไม่มีอะไรให้เกาะ ...มันไม่มีอะไรให้เกาะให้ตั้ง มันก็ไม่มีที่ให้เกิด
เมื่อไม่มีที่ให้เกิด ก็หมายความว่า มันไม่มีภพ ...เมื่อมันไม่มีภพ
มันก็ไม่มีชาติ ...เมื่อไม่มีชาติ
มันก็ไม่มีทุกข์ โสกะ ปริเทวะ โทมนัส อุปายาส ใช่มั้ย
แต่ถ้ามันยังมีที่ให้มันไป...ภพตั้งขึ้น
มีแดนเกิด ...เข้าใจคำว่า “แดนเกิด” มั้ย
มีภพเป็นแดน มีชาติเป็นแดนเกิด เพราะมันมีที่...มันจึงมีแดนที่มันเกิด ...นี่
คือความไม่เห็นว่ามันเป็นอนัตตา
ที่..คืออัตตา ที่..คือตัวตน
ที่..คือที่ตั้งที่หมาย จิตน่ะมันจะไปสร้างที่ คือความหมายมั่น มันไปปักหมุดที่ไหน
นั่นแหละ “เรา” เกิด พร้อมที่จะเกิด ...ยังไม่เกิดตอนนี้ กูปักหมุดไว้ก่อน
หมายไว้ก่อน
ถ้าเป็นผู้ชายเห็นผู้หญิงก็ “กูหมายไว้ก่อน
หมายไว้ หมายตาไว้ๆ” ถ้าเป็นผู้หญิงก็หมายผู้ชายไว้ หมายคนนี้ไว้ ...ได้บ้างไม่ได้บ้าง
หรือไม่ได้เลย แต่กูหมายไว้แล้ว
นี่ ไอ้ที่หมายนี่เก็บหมดนะ เป็นผู้ละเอียดรอบคอบมาก
เก็บทุกเม็ด ไม่หายไปไหนเลย ...แต่หมายแล้ว มั่นเหมาะไว้แล้ว
แต่ยังไม่ได้เข้าไปเสพเป็นชาติ เข้าใจมั้ย ยังไม่ได้เสวยเป็นชาติ
นี่เรียกว่าภพภายใน...หมายไว้แล้ว ติ๊กๆๆๆๆๆ
ทุกติ๊กเลย บอกให้ ท่ามกลางความไม่รู้ ท่ามกลางความไม่รู้ตัวนี่
ทุกอย่างที่มากระทบตาหู หมายหมด ปุ๊บๆๆๆๆ
ระหว่างที่ไม่รู้ตัวอยู่นี่
จิตนี้สร้างภพและชาติเป็นอเนกอนันต์ ...สร้างภพนะ ยังไม่ได้สร้างชาติ แล้วชาติไปเกิดตอนไหน ...เกิดได้ในปัจจุบัน ตามคิว...ตามคิวนะ
อย่างมันติ๊กไว้...ประเทศไทยจะต้องดีๆ ปึ้บนี่ "ทำไงถึงให้ประเทศไทยดี" ปั๊บ...นี่ เอาตัวเข้าไปทำ เอาตัวปัจจุบันกายขันธ์นี่ไปทำ ไปเดิน ไปเย้วๆ ไปทำอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ว่าจะได้ผลอันนั้น
เนี่ย ชาติบังเกิด
มีการรับรู้ครอบอายตนะหก นี่ กรรมนี่สำเร็จแล้ว กรรมนี่สำเร็จแล้ว ...ชาตินี่บังเกิดเมื่อไหร่
กรรมนี่สำเร็จผลแล้ว...มโนกรรม กายกรรม วจีกรรมนี่...ครบแล้ว
ถูก-ผิด...ไม่รู้
ไม่มีใครตัดสินได้ กุศล-อกุศล...ไม่มีใครตัดสินได้ด้วยภาษา ...ตัวของมันเอง ตัวการกระทำตรงนั้นเอง
มันจะเป็นตัวบ่งบอกและรับผลในตัวของมันเอง
จะพูดว่าถูก จะพูดว่าผิด...ไม่รู้ล่ะ
ไปเสวยเอาแล้วกัน ... ถ้าเป็นกุศล...สบายใจ ถ้าเป็นอกุศล...ทุกข์ จะไม่สบายใจ
ซึ่งใครจะบอกว่าสลับกัน เปลี่ยนกัน หรือว่าถูกหรือผิด...ไม่รู้ล่ะ ...แต่ว่าตัวกรรมนี่ มันบังคับอยู่ในตัวของมัน ทำอย่างไรได้อย่างนั้น...วัวใครเข้าคอกมัน มันจะไม่ผิดคอกเลย
นี่มันเป็นจุดบังคับ...ที่ปล่อยให้สร้างภพจนสร้างชาติขึ้นมานี่ ...แล้วยังเหลืออีกกี่ชาติล่ะที่ยังไม่ได้...ภพมีไว้แล้วนะ การปล่อยจิตปล่อยใจให้นึกคิดไปเรื่อยๆ นี่นะ
ถึงบอกว่ายิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ...อยู่กับโลกอยู่กับอายุนี่ อยู่จนแก่เท่าไหร่นี่ อยู่กับความไม่รู้ตัวเท่าไหร่นี่ ...มันน่าจะรีบตายๆ ไปซะดีกว่าไหม เข้าใจมั้ย (หัวเราะกัน)
โยม – บาปก็เยอะ
พระอาจารย์ – ยิ่งอยู่นาน...มันก็ยิ่งหมายๆๆๆ
มีที่ให้หมายเยอะแยะไปหมดน่ะ ...แล้วกว่าจะมาเกิดใช้ที่มันหมายได้ล่ะ หือ ...ถึงบอกว่าการเกิดนี่
ไม่มีที่สิ้นสุดเลยนะ มันตามภพในจิตไม่ทันเลยนะ
น่ากลัวนะเนี่ย จิตเนี่ย ...เพราะนั้นกว่าที่จะบล็อก...ไม่ได้บล็อกก็ต้องบล็อกล่ะวะ
คือการควบคุมสำรวมจิตให้อยู่เป็นที่ เนี่ย นี่คือคีย์เวิร์ดเลย
เรียกว่าสัมมาสมาธินั่นเอง
เพราะนั้นตัวที่จะเป็นสัมมาน่ะ ...คือสมาธินี่มันมีหลายสมาธิ
หนึ่งการบริกรรม สองการที่ไปจดจ่ออยู่ในที่ใดที่หนึ่งเพื่อให้เกิดอาการสงบก็มี อย่างที่ทำกันมานี่
แล้วกว่าจะเข้าใจว่าสัมมาสมาธิ...ซึ่งเป็นสัมมาสมาธิที่ไม่ใช่การควบคุม
แต่เป็นการลบล้างภพชาติ
กว่าจะเข้าใจถึงจุดนี้อีก
กว่าจะเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจและแยกแยะว่า อันใดเรียกว่าสัมมาสมาธิ
อันใดเรียกว่ามิจฉาสมาธิ อันใดที่ว่าโมหะสมาธิอีก ...และเมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้ว
ยังรักษาไม่ได้อีก
แค่นี้มันก็ไม่รู้ว่าจะทันตอนตายรึเปล่า ใช่มั้ย ...ยังมานั่งคลุกๆ
เคล้าๆ อยู่กับอะไรกันอีกล่ะ แทนที่จะมาเรียนรู้เรื่องศีลสติสมาธิ ...แค่นี้ก็หมดเวลาไปครึ่งชีวิตแล้ว แทบจะหมดเวลาไปครึ่งชีวิตแล้ว
กว่าจะสรุป ซ.ต.พ.ได้ แล้วก็เชื่อว่าสมาธิจริงๆ อยู่ตรงนี้...จิตที่มันหยุดและมันระงับการสร้างภพและชาติ มันอยู่ตรงนี้
และมันเป็นการระงับเพื่อการถอดถอนจริงๆ อยู่ตรงนี้
ไม่ใช่แค่ระงับแบบชั่วคราว แต่มันเป็นการระงับเพื่อละ และก็เป็นไปเพื่อความถอดถอนอยู่ภายใน ...นี่เรียกว่าสัมมาสมาธิ เพราะมันเป็นสมาธิที่กอปรด้วยปัญญา
เป็นสมาธิที่กอปรอยู่ในองค์มรรค
กว่าที่มันจะได้สมาธิที่มันจะไปตั้งแท่นต่อสู้กับอำนาจของจิตปรุงแต่ง
ไม่ใช่ง่ายๆ ...เราถึงบอกว่าการละอะไรนี่ ไม่มีอะไรละยากเท่าจิต ...จิตเป็นสิ่งที่ละได้ยากมาก
ทันได้ยากมากที่สุดเลย ละเอียดมาก ไวมาก
เพราะนั้นการที่จะมานั่งดูจิตเป็นหลัก
เป็นอาชีพน่ะ ก็เหมือนพวกโยมนี่เป็นเด็กอนุบาลแล้วไปทำข้อสอบของด็อกเตอร์ ...อย่าว่าแต่เขาจะให้สอบเลยนะ มึงอย่ามาใกล้ห้องสอบ ไปไกลๆ (หัวเราะกัน)
แค่เดินมานี่ก็ถูกไล่แล้ว แบบเดินใส่กางเกงเอี๊ยมขาสั้นสะพายมาอย่างนี้
...จะมาสอบเหรอ อย่าว่าแต่ขึ้นบันไดมาสอบเลย มาแค่หน้าประตูนี่ มึงไป...ไปเลย
มันคนละเรื่องกันนะ ...ระดับความหนาแน่น
ระดับความละเอียดลออของสติปัญญา...กับระดับความไวของขันธ์ตัวนั้น กิเลสตัวนั้นๆ ...มันคนละชั้นกันเลย
แค่หากายยังไม่เจอ ใช่มั้ย ถามว่าแค่หากายยังไม่เจอเลย ...หาไม่เจอยังไม่พอ เจอแล้วยังรักษาไม่อยู่ ใช่มั้ย
นี่ หากายไม่เจอตอนไหน ...ตอนกำลังโกรธ
ตอนกำลังถูกด่า ตอนดูข่าวดูทีวี
ถามดู
ตอนนั้นหากายเจอมั้ย หรือเจอแล้วรักษากายตรงนั้นได้มั้ย ...ถ้าเจอ ถ้าได้...อนุญาตให้ดู เอ้า อยากดูมาก อนุญาต
ใช่มั้ย ...แต่ถ้าไม่ได้ ไม่อนุญาต
นี่ ตรงไปตรงมามั้ย นี่ ตามธรรมมั้ย
ตามธรรมต้องอย่างนี้นะ ...จะมาบอกว่า ฮื้อ ได้น่ะ ...ได้จริงรึเปล่า โกหกรึเปล่า
ตรงต่อตัวเองรึเปล่า ...ถ้าตรงต่อตัวเองมันจะรู้เลย อย่ามาเถียง เถียงไม่ได้
เพราะถ้าได้จริง...มันจะไม่ดูอะไรเลย
มันจะไม่มีทางที่แม้แต่จะลุกไปเปิดเลย
มันจะไม่ปล่อยให้เวลานี่เสียไปหมดไปกับอะไรเลย ...มันจะรักษากายนี้เท่าชีวิต
ทำไมถึงต้องรักษาเท่าชีวิต ...เพราะการที่รักษากายไว้นี่ เป็นจุดที่ตั้งที่หมายของการเกิดปัญญา ...มันจะต้องใช้เวลาในความต่อเนื่อง
ถ้าไม่ได้ต่อเนื่องแบบยิ่งยวดนี่
มันจะไม่สามารถพอกพูนกำลังของปัญญาญาณที่จะเข้าไปหักล้างความเห็น ความยึดหน้าตาตัวตนเป็นเราเป็นเขา
แล้วมันจะปล่อยให้อะไรมาแย่งนาทีทองนี้เล่า ...กว่าจะเจอนาทีทองนะ ไม่ใช่แค่ภพนี้นะ ไม่ใช่แค่ชาตินี้นะ พวกเรานี่หากันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ผ่านมันมาไม่รู้กี่อาจารย์แล้ว...หนึ่งนาทีทองนี่นะ
หนึ่งนาทีทอง
หนึ่งภพหนึ่งชาติ หนึ่งอายุ ...เร็วนะ และกำลังจะหลุดมือไปแล้วนะ ตายแล้วลืมเลยนะ ...ถึงจะมีที่เก็บเป็นสันดานไว้อยู่...แต่กว่ามันจะไปคุ้ยสันดานของศีลสติสมาธิ ขึ้นมาได้นี่ล่ะ
ก็ถึงบอกว่าอย่าไปเกิด พ.ศ. 4500
แล้วกัน ...เหตุปัจจัยที่จะให้มาคุ้ยอนุสัยส่วนที่เรียกว่าเป็น
นิสยปัจจโยในมรรคและผลนี่ มันจะถูกทับถมอยู่ในใต้เบื้องลึกของก้นบ่อเลยน่ะ
เพราะตลอดสี่พันสามพันห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกิดกันนี่ มันจะมีแต่ทับๆๆ ...เพราะอะไร เพราะเหตุปัจจัยที่จะมากระตุ้นนิสยปัจจโยในมรรค
ศีลสมาธิปัญญานี่...ร่อยหรอลง
บุคคลที่ได้มรรคและผล บุคคลที่ได้ผล...แล้วได้ผลซึ่งเป็นที่เรียกว่าสามารถแจกจ่ายธรรม หรือกระจายธรรม
หรือสากัจฉาธรรมโดยละเอียดได้ ...จะน้อยลงไปเรื่อยๆ
แม้ว่ามันจะมีตำราเยอะมาก
มากจนท่วมภูเขาดอยเชียงดาว มีการยกเปรียบเทียบในภาษาธรรม มากมายมหาศาล เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะคลาดเคลื่อนทั้งสิ้น
ถ้ายังปล่อยให้มันเป็นอยู่อย่างนี้
เช้าชาม-เย็นชามอย่างนี้ พวกเราจะต้องไปเสพ ไปเจอกับสภาพนั้นในภายภาคหน้า ...นั่นไม่ใช่ของสนุก ไม่ใช่ของที่เอื้อต่อมรรคผลแลนิพพานเลย
เพราะนั้นอย่าประมาท
อย่าหมดเวลาไปกับการเป็นกองเชียร์ กับความไร้สาระของกิเลสคนในโลก
มันไม่ได้มรรคผลนิพพานกับการเชียร์ข้างใดข้างหนึ่งหรอก
รักษากายใจ ...พระพุทธเจ้าบอกว่ารักษาจริงๆ ไม่เกินเจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี ท่านการันตีเลย ถ้ารักษากันจริงๆ …นี่ เราหมายถึงว่ารักษาจริงๆ นะ ไม่ใช่รักษาเล่นๆ แบบพวกเราทำ
ถ้ารักษาจริงๆ ...นี่ ถึงบอกว่ากายนี่
ก้อนแค่นี้เอง กว้างคืบ ยาววา หนาศอก ...มันไม่ได้ใหญ่โต มันไม่ได้กว้าง
มันไม่ได้ต้องไปใช้เครื่องไม้เครื่องมือแบกหาม
หรือว่าอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นระดับไฮเทคอะไร
มันก็ใช้อุปกรณ์ธรรมดาๆ คือรู้ธรรมดาๆ ...อิริยาบถก็อิริยาบถธรรมดา ไม่ต้องไปปีนป่ายขึ้นไปจนยอดดอยหรือลงเหวอะไรที่ไหน ...ตรงไหนก็ได้
เพราะนั้นท่านบอก...ถ้าทำจริงๆ
ถ้ารู้จริงๆ กับกายโดยที่ว่าไม่เว้นวรรค ไม่คลาดเคลื่อน ตั้งใจใส่ใจ ...อย่างเลวที่สุดท่านก็บอกว่าเจ็ดปี
มีหรือมันจะไม่รู้หมดทั่วสรรพางค์ ทุกอาการ
ทุกลักษณะอาการของกาย ...มีหรือมันจะไม่รู้ ถ้ามันดูทั้งวี่ทั้งวัน ตลอดวี่ตลอดวัน
แล้วอาการของกายมันก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนพิสดาร
มันก็เกิดวนเวียนซ้ำๆ ซ้ำๆ อย่างนั้นน่ะ โดนหนาวก็หนาว โดนร้อนก็ร้อน
โดนหนาวอีกก็หนาว ก็หนาวๆ ร้อนๆ เหมือนเดิม
ตึงๆ ไหวๆ ก็ตึงๆ ไหวๆ เหมือนเดิม ไม่ว่าจะนั่งเก้าอี้ ไม่ว่าจะเดินไปเดินมา ก็ตึงๆ ไหวๆ แบบเดิม ...มันไม่ได้ผกผันมากมายมหาศาลแบบต้องใส่รูทถอดสแควร์รูทอะไร
ความจริงก็อยู่เบื้องหน้านี่ ...เพราะนั้นถ้าตั้งใจรู้เห็นกับมันจริงๆ มันก็เกิดความรู้รอบเห็นรอบในตัว
เบื้องต้นของขันธ์หรือว่าขันธ์หยาบ
เพื่อจะเป็นบาทฐานในการเรียนรู้ในขันธ์กลางขันธ์ละเอียดต่อไป
ในขันธ์ห้า กายนี่หยาบที่สุด ...เพราะนั้นปัญญาก็ต้องเริ่มจากขันธ์ที่หยาบที่สุดเป็นอันดับแรก
แล้วก็ปัญญามันก็ส่องอยู่ตรงที่ก้อนที่ปรากฏน่ะแหละ ...มันก็รู้เห็นว่าเป็นก้อนที่ปรากฏ แค่นั้นแหละ
มันก็แค่นั้นแหละ ไม่ต้องมากน้อยกว่านี้หรอก ...ไอ้ถ้าน้อยกว่านี้ก็หาย ลืมกัน ถ้ามากกว่านี้ก็ปรุงแต่งเป็นภาษาหรือข้อความ แค่นั้นเอง
โยม – แล้วต้อง...รู้แล้วให้เห็นด้วยไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – มันเห็นของมันเองน่ะ
ไม่ต้องไปกังวลในสิ่งที่เราพูด ...รักษาสภาวะ กายนี้ รู้กับกายนี้ไว้
แล้วทุกอย่างมันจะปรากฏไปตามลำดับ
แล้วมันจะเกิดชวนะแยกแยะในตัวของมัน
แล้วก็เกิดการแยกกันเป็นส่วนๆ ว่าอาการรู้อาการเห็น มันไม่ใช่มีแค่รู้
มันจะมีเห็นด้วย
โยม – โยมว่าโยมเห็น
แต่มันไม่ได้เห็นนาน มันเห็นแค่เป็นแว้บๆ
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร จะเป็นยังไงก็เรื่องของมัน ...หน้าที่ ก็ทำหน้าที่ของเราไป อย่าลืมกาย อย่าทิ้งกาย แค่นั้นเอง ...นี่คืองาน
ส่วนไอ้ที่ว่าผลจะเป็นยังไงจากนี้ไปนี่
ให้เขาเป็นไปเอง มันจะแว้บๆ มันจะหลายแว้บ หรือสองแว้บ หรือแว้บแล้วหายไปเลย
ไม่มาอีกสามชาติอย่างนี้
ถ้าจิตมันบอกอย่างนั้น
อย่าไปขวนขวายกับมัน ...ขวนขวายต่อหน้าที่การงาน คือมรรค คือเจริญมรรค คือสติรักษากาย
กายคตาสติไว้ แค่นั้นแหละ โดยที่ไม่ไปเบี่ยงเบนสนใจกับเรื่องอื่น
แล้วทุกอย่างมันก็จะเป็นไปตามครรลอง ลำดับลำดาของมัน ... ต่อไปมันก็จะเกิดรู้และเห็น ไม่ใช่แค่รู้ว่านั่ง หรือว่ารู้แค่ยิบๆ ยับๆ ของกาย ...มันก็จะมีอาการทั้งรู้และเห็น
มันจะเห็นได้ เกิดภาวะที่เห็นได้
หรือว่าเป็นอาการที่สามได้นี่...ก็ต่อเมื่อกายกับใจนี่แยกกัน ชัดเจน เข้าใจมั้ย ...แต่เมื่อใดที่กายกับใจมันยังไม่แยกกัน สภาวะเห็นนี่จะไม่เกิด
มันมีแต่กาย แล้วก็รู้กับกายอยู่ติดกันนี่ มันจะไม่เกิดชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเห็น มันก็จะเป็นแค่ ยืนเดินนั่งนอนๆๆ
ตึ๊กๆ ตั๊กๆ แข็งๆ ไหวๆ หนาวๆ ร้อนๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ
มันก็อยู่เหมือนกับเป็นหนึ่งๆ กายกับใจนี่เป็นหนึ่งอยู่ด้วยกัน ...ก็รักษาให้ต่อเนื่องไว้ ธรรมชาติของกายกับธรรมชาติของใจมันเป็นคนละธรรมชาติกัน มันอยู่ด้วยกันไม่ได้เอง
เมื่อมันเซ็ทตัวรวมตัวกัน ธาตุเป็นธาตุ ขันธ์เป็นขันธ์ ใจเป็นใจ ...ธาตุใจก็คือธาตุใจรวมกัน ธาตุขันธ์ มหาภูตรูปก็รวมเป็นธาตุจริงๆ ของมัน
เมื่อมันต่างอันต่างรวมธาตุ ไม่เกาะเกี่ยวกัน
ไม่มีอะไรมาดึงให้เกาะเกี่ยวกันโดยโยงใยของกิเลส หรือโยงใยของความคิดความเห็น
โยงใยของโมหะ โยงใยของตัณหาอวิชชา ...มันจะลอยออกจากกัน
คือมันจะแยก
เหมือนกับมันจะแยกกายกับใจให้ห่าง ให้เกิดช่องว่างความห่างกัน ...แล้วเมื่อมันเกิดช่องว่างห่างกันระหว่างกาย-ใจ ตรงนั้นมันจะปรากฏดวงทัสสนะขึ้น
เหมือนกับใจดวงนี้มันจะปรากฏอาการที่สามขึ้น
เรียกว่าทัสสนะ หรือตาญาณ หรือตาใจ ...นี่ มันจะเห็นทั้งสองอาการ
คือมันจะเห็นทั้งกายด้วยทั้งใจด้วย
ซึ่งถ้าทัสสนะหรือว่าตัวสมาธินี่
กำลังมันน้อย มันต่ำ ...ในทัสสนะที่มันเห็นนี่ มันจะมีความคิด มันจะมีความปรุงอยู่ในการเห็นนี้
คู่กัน
เพราะนั้นไอ้ความคิดความปรุงที่เกิดพร้อมกับการเห็นนี่
พร้อมกับลักษณะที่เห็นด้วยนี่ ...ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าจินตามยปัญญา... จินตาในลักษณะที่ว่า นี่คือกาย นี่คือความเป็นไตรลักษณ์ นี่คือนั้นนี้
แต่ถ้ามันเกิดลักษณะที่ไม่ได้เป็นจินตาอย่างที่ว่า แต่มันไปคิดถึงผัว คิดถึงเมีย ถึงลูก ถึงเหตุการณ์บ้านเมือง
ไอ้นี่ไม่เรียกว่าจินตามยปัญญา ...ไอ้นี่เรียกว่าฟุ้งซ่าน
แล้วถ้าไปให้ค่าให้ความสำคัญกับมัน ...ทุกอย่างนี่ สภาวะเห็นกาย สภาวะรู้ว่ากายนั่งอยู่นี่ สภาวะพวกนี้จะเลือนๆ
ลบ หาย ...มีแต่ไอ้อีนั่นนี่ ไอ้ที่กูรัก ไอ้ที่กูเกลียด เต็มตาเต็มใจอยู่ตรงนี้ มันคลุม มันครอบหมด
เพราะนั้นเมื่อรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้แล้ว
ต้องรีบกลับมาอยู่ตรงนี้ ...พอกลับมาอยู่ตรงนี้ปั๊บ ที่...เอ๊ะ เมื่อกี้มันยังเห็นอยู่นี่
เหมือนมีสามตัวอยู่นี่ แล้วก็อยากให้มันอยู่อย่างนั้น ...ไม่ใช่แล้วนะ
นั่นฝันแล้วนะ ไอ้นี่เขาเรียกว่าฝันเอานะ สัญญา...มันเป็นสัญญา ...ไม่ได้ ...ต้องมานับหนึ่งใหม่ มารู้โง่ๆ
กับกายโง่ๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ...เอาใหม่เลย
ไม่ต้องถามหาใจ ไม่ต้องถามหาเห็น ไม่ต้องถามหาญาณน่ะ ...เอาแค่ถามกายก่อน อยู่กับกายก่อน ...นี่เขาเรียกว่าทวนกลับมาลงที่ศีลเป็นเบื้องต้น
กลับมาลงที่กายเป็นเบื้องต้น
และระหว่างนี้มันก็จะเกิดความฟุ้งซ่านในกายนี้แหละ ..."กายตัวนี้ใช่มั้ย เมื่อกี้กายตัวนี้ยังอยู่ได้ ทำไมมันอยู่ไม่ได้
แล้วอย่างนี้เป็นกายจริงหรือกายหลอก" ...นี่เขาเรียกว่าเกิดความฟุ้งซ่านในกายศีลแล้ว
พอฟุ้งซ่านในกายนี้ ยังรวมไม่อยู่
ยังรวมกายเป็นหนึ่งไม่ได้ ยังรวมกายเดียวไม่ได้ ยังรวมกายที่เป็นก้อนศีลไม่ได้
ก้อนธรรมไม่ได้ ...นี่ เดี๋ยวจะมีกายคนอื่นแทรกเข้ามาตรงกายนี้
มันก็ฟุ้งอีกแบบนึงแล้ว นี่ คราวนี้พอมาฟุ้งในฐานตรงนี้
เอาไม่อยู่แล้ว เดี๋ยวเอาไม่อยู่แล้ว ...เหนื่อยฉิบหาย ไปนอนดีกว่ามั้ย
หากายไม่เจอสักที มันเจอก็จับไม่อยู่
มันก็ลื่นเหมือนกับปลาไหลวูบวาบๆ หายไปหมด
แล้วก็มีกายคนนั้นคนนี้สอดแทรกขึ้นมา กายข้างหน้าข้างหลัง ..นี่
ความฟุ้งมันจะเริ่มเกาะกุมให้เกิดความล้มเลิกในการหยุดหยั่งลงอยู่ในที่กาย
(ต่อแทร็ก 13/22)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น