วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 13/18 (2)


พระอาจารย์
13/18 (570225C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กุมภาพันธ์ 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 13/18  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ถ้าอยู่อย่างนี้ อย่างที่พวกเราเคยอยู่นี่ มันอยู่แบบอับจนปัญญา 

ยิ่งอยู่ยิ่งนานยิ่งอับจนปัญญาไปเรื่อยๆ เพราะที่ตั้งของปัญญา...คือกายคือศีลนี่ มันจะเริ่มเสื่อมสภาพลงไปตามลำดับ นะ ให้เข้าใจ ... (ถาม) มีอะไรอีกมั้ย

ผู้ถาม –  ไม่มีครับ ทำอยู่ครับ


พระอาจารย์ –  ทำไป เก็บเกี่ยวผลภายในของตัวเองไป

ผู้ถาม –  อุปสรรคมันเยอะนะหลวงพ่อ กว่าจะบ่อน้ำหนึ่ง รอบบ่อน้ำนี่


โยม –  อาจารย์ครับ ถ้าเกิดแก่แล้วอย่างนี้ มันดูยากขึ้นหรือครับ

พระอาจารย์ –  ยากสิ เวทนามันบีบน่ะ เรื่องราวเยอะขึ้น ภาระผูกพันเยอะขึ้น คนที่ไปผูกไปรั้งมากขึ้น


โยม –  ต้องไม่มีลูกครับ 

พระอาจารย์ –  เอาเห๊อะ (หัวเราะกัน) ... ก็ดี มันก็ตัดเปลาะไปได้เปลาะนึง เข้าใจมั้ย  แล้วเมียล่ะ แล้วคนรอบข้างอีกล่ะ แล้วเพื่อนอีกล่ะ 

คือยิ่งอยู่...แล้วถ้ายิ่งอยู่โดยแบบไม่จำกัดนะ หมายความว่าทำไปตามอำนาจของกิเลสความอยาก-ความไม่อยากนะ ...มันจะยิ่งไปสร้างเงื่อนไขกับบุคคลกับวัตถุมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

ถ้าอย่างนี้เขาเรียกว่าแก่กะโหลกกะลา


โยม –  ทำยังไงถึงจะออกมา หรือว่าเป็นเครื่องป้องกันเราไม่ให้ถลำลึกไปน่ะครับอาจารย์

พระอาจารย์ –  คืออยู่กับความรู้ตัวบ่อยๆ เข้าใจมั้ย  อย่าไปทำด้วยความที่ว่าเผลอเพลิน แล้วก็สนุกสนานในการทำพูดคิดอย่างนี้  

คือให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการระลึกรู้ๆๆ คอยกำกับการยืนการเดิน การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวนี่ ...มันจะทำให้การเข้าไปข้องแวะเกาะเกี่ยวกับภายนอก บุคคลนอกนี่ มันเป็นไปแบบหลวมๆ 

ถึงแม้มันจะไม่ขาด หรือไม่เข้าไปผูกพันมั่นหมายก็ตาม ...แต่มันจะเป็นไปแบบหลวมๆ ไม่ถึงขั้นเงื่อนพิรอดสามชั้น เข้าใจไหม


โยม –  ครับ

พระอาจารย์ –  แต่ว่าถ้าทำไปด้วยความสนุกเพลิดเพลิน เจตนาตามความอยาก ตามอารมณ์กิเลสนี่นะ ...มันจะเข้าไปเป็นเงื่อนพิรอดสามสี่ห้าชั้นน่ะ...อยู่ในบุคคลนั้นๆ อยู่ในวัตถุนั้นๆ


โยม –  มันก็เข้าไปยึดใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  ยึด...ยึดตั้งแต่หัวจรดตีนนั่นน่ะ ...แล้วมันไม่ได้ยึดแค่รูปหรือว่าบุคคลปัจจุบันนะ  มันยึดความเป็นบุคคลทั้งในอดีตและอนาคตของบุคคลนั้นๆ ...นี่เรียกว่ามันยึดเข้าไปเป็นพิรอดกี่ชั้นล่ะ แล้วกี่คนล่ะ

ถึงบอกว่าถ้าแก่...แก่กะโหลกกะลานี่  มันจะตายด้วยความห่วงหาอาลัยอาวรณ์มาก...ในโลก ในบุคคล ตายแบบไม่ยอมทิ้งลูกทิ้งหลาน ไม่ยอมทิ้งที่ทิ้งสมบัติน่ะ ตายแบบหวง ห่วงน่ะ

แต่ว่าถ้าอยู่ด้วยความมีสติคอยกำกับไว้ มันก็เบา มันก็หลวมๆ  จากหลวมแล้วต่อไปมันก็ไม่เข้าไปแตะต้อง ...ไม่เข้าไปแตะต้องหมายความว่ามันจะแตะต้องอยู่ที่เดียวคือเนื้อตัวของมันเอง...คือกาย คือศีล

มันยิ่งแตะต้องลูบไล้กับกายกับศีลเท่าไหร่ มันยิ่งชัดเจนในความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น ...จิตที่มันลูบไล้อยู่กับกาย ลูบไล้กอดเกาะอยู่กับศีลนี่ มันก็จะว่า...นึกว่าเป็นผู้ชายจริงๆ นึกว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ ...ไม่ใช่ 

เนี่ย ลูบไล้ดู มันก็เป็นแค่นี้ๆ แค่ความรู้สึกเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไร ...ถ้าจิตมันลูบไล้กาย หรือว่าผูกพันมั่นหมายอยู่ในกายปัจจุบัน กายมหาภูตรูปนี่ ...มันก็จะเห็นว่ากายก็คือมหาภูตรูป 

กายก็คือลักษณะอาการนึง กายก็คือความปรากฏขึ้นอย่างนึง กายก็คือลักษณะที่ประชุมรวมกันแค่ประเดี๋ยวนึง ขณะนึง อย่างนี้ ...แล้วมันไม่รู้จะไปดิ้นรนขวนขวายอะไรกับมันมากมาย

เพราะนั้นการแก้ที่จะไม่ติดไม่ข้อง ไม่พัวไม่พันในโลก ก็คือต้องกลับมาอยู่ในที่ในฐาน...บ่อยๆ แล้วก็ทรงไว้


โยม –  ถ้าอยู่กับฐานบ่อยๆ มันจะไม่เห็นความสำคัญของการไปข้องแวะกับสิ่งอื่น ถูกไหมฮะ

พระอาจารย์ –  ใช่ แต่ว่าลึกๆ มันจะมีสัญญา คือมันจะเป็นตัวผลักดัน คือความทะยานอยู่ภายใน ...หมายความว่ามันรู้สึกอึดอัด แล้วก็อยากที่จะออกไป

นี่ มันจะต้องทนกับอาการที่เป็นสัญญา ที่มันคุ้นเคยหรือว่าเคยเสพในรสชาติในเวทนานั้นๆ แล้วมันก็จำได้อยู่ภายใน แล้วมันอยากจะได้รสชาตินั้นอีก  

และมันไม่ใช่แค่อยากได้รสชาตินั้นอีกเท่านั้น มันจะอยากให้ได้ยิ่งกว่ารสชาตินั้นอีก ...นี่ ตัวนี้เราจะต้องสู้กับมัน เวลามันอยู่กับกายแล้วมันจะเห็นตัวนี้อยู่ภายใน ...ไม่มีวิธีแก้ ไม่มีวิธีกันหรอก


โยม –  รู้อย่างเดียว

พระอาจารย์ –  อดทน นั่นแหละ อดทนอยู่กับมันไป ...เมื่ออดทนอยู่กับมัน ไม่มีเจตนาร่วมด้วยช่วยกันนี่ ทั้งในแง่ลบ ทั้งในแง่บวก


โยม –  เดี๋ยวมันก็

พระอาจารย์ –  สลาย ...มันจะค่อยๆ แสดงความเป็นอนิจจัง เจือจางในตัวของมันเองลงไป ...เพราะธรรมในโลก ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอะไรเกิดแล้วไม่ดับ ...มันไปเอง

นี่คือธรรม นี่คือกฎของธรรม นี่คือธรรมชาติของธรรม เรียกว่าเป็นอนิจจลักษณะ เป็นทุกขลักษณะ เป็นอนัตตลักษณะ เรียกว่าเป็นสามัญ...สามัญธรรม 

คือมีความเกิด มีความตั้ง มีความดับไปในตัวของมันเอง...โดยเป็นธรรมดา

เรียนรู้กับมันไปด้วยความอดทน แล้วก็ต่อสู้กับจิตของเรา ตัวของเรานั่นเอง ...การภาวนาไม่ได้ไปสู้รบตบมือกับใคร...ต่อสู้กับตัวเรา อย่างที่บอก เพราะตัวเราคือตัวกิเลส กิเลสก็คือตัวเรา

ไม่ต้องไปรบกับกิเลสหรอก รบกับ “เรา” และทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาจาก "เรา" นั่นแหละ ...ละได้...ละ วางได้...วาง  ไม่เชื่อมันได้เท่าไหร่ก็ไม่เชื่อมันเท่านั้น อย่าให้มันมีอำนาจเหนือการกระทำคำพูดออกไป

เพราะนั้นการกระทำคำพูดนี่ ...ถ้ามันทำพูดไปด้วยอำนาจของเรานี่...ให้ทัน ให้ละ ...แต่ถ้ามันทำพูดไปโดยที่ไม่มีเราเป็นตัวผลักดันออกไป มันจะทำเป็นแบบกลางๆ

แต่ในลักษณะพวกเรา ยังแยกแยะอะไรกันไม่ออกหรอก รู้ตัวเข้าไปก่อน อย่างเดียว แค่นั้นแหละ เป็นหลักไว้ นะ เอ้า เท่านี้ เข้าใจมั้ย


ผู้ถาม –  จะพยายามครับ

พระอาจารย์ –  หาศีลให้ได้ จับศีลให้อยู่ แค่นั้นก่อน ...ถ้าไม่ได้ตัวนี้เป็นอันดับแรก ก็จะเป็นลักษณะแบบไก่ตาแตก  เคยเห็นไก่ตาแตกเดินมั้ย นั่นน่ะ นักภาวนาแบบไก่ตาแตก

แต่ถ้าท่านเปิดตาแรกได้นี่ คือเปิดตาใจ...เปิดตาใจที่เห็นที่ตั้ง ที่มั่นที่หมาย ที่หยุดที่อยู่ ที่เป็นที่ที่ควรอยู่ เป็นที่ที่สำคัญอันดับแรกอันดับต้น คือศีลแล้วนี่ ตาท่านจะค่อยๆ ลืมขึ้น 

จากไก่ตาแตก เป็นไก่ตาดีข้าง ตาหรี่ข้าง...นี่ก็ดีแล้ว ...แล้วตาท่านจะเปิดทั้งสองตาเมื่อไหร่ นั่นน่ะตาญาณเต็มที่ แล้วท่านจะเห็นทุกอย่างชัดเจน

ว่า อะไรถูก..อะไรผิด อะไรควร..อะไรไม่ควร อะไรนอกมรรค..อะไรในมรรค อะไรเรียกว่าอยู่บนมรรค เดินในมรรค อะไรก้าวหน้า อะไรถอยหลัง ...มันรู้เองน่ะ รู้โดยที่ไม่ต้องมาถามเราด้วย

ไอ้ที่มาถามก็อาจจะมาถามในลักษณะที่ว่า อาจารย์ช่วยยืนยันหน่อย แค่นั้นเอง ...แต่จริงๆ ลึกๆ น่ะมันรู้ มันรู้ว่า เออ ไม่ผิด ...แต่มันอาศัยความยืนยันเท่านั้นเอง เพื่อให้เป็นกำลังเข้มแข็งในการเดินเท่านั้นเอง

แต่พอถึงจุดที่เรียกว่าแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปแล้วนี่ มันถึงที่...เขาเรียกว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ ล้วนๆ  มันไม่อาศัยอะไรเลย นอกจากตัวของมันเอง คือตัวรู้...กับตัวสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามัน 

ทุกอย่างเป็นธรรม ตอนนั้นน่ะ ทุกอย่าง จาก all for one  ก็จะกลายเป็น one for all  โดยไม่ปฏิเสธธรรมใดธรรมหนึ่งเลย

แต่ตอนนี้ต้องปฏิเสธทุกธรรมแล้วให้มันเหลือแต่ธรรมเดียว คือกายเดียวเท่านั้น เรียกว่ารวมธรรมให้เป็นหนึ่ง รวมกายให้เป็นหนึ่ง รวมจิตให้เป็นหนึ่ง 

แล้วให้อยู่ในที่อันเดียวกัน กายใจอยู่ที่เดียวกัน แค่นี้ก่อน ...นี่คือศูนย์กลาง นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ

ต่อให้ท่านจะไปอยู่สำนักไหน อาจารย์ท่านจะชื่ออะไร อาจารย์ท่านจะเป็นใคร อาจารย์ท่านจะฝึกแนวไหน  ไม่รู้ล่ะ  ผมก็จะยืนยันว่า...นี่คือหลัก จุดเริ่มต้น 

แล้วมันจึงจะชัดเจนขึ้นไปตามลำดับในตัวของมันเอง ...แล้วท่านก็จะเริ่มไม่แยแส ไม่ลังเลกับสิ่งรอบข้างตัวท่าน ทั้งในตำรา ทั้งในธรรม ทั้งในความเห็นของคน

พร้อมกับรับผลด้วยความเบาสบาย เป็นอิสระ เป็นอิสระจากสิ่งรอบข้าง ...แม้กระทั่งขันธ์  อย่าว่าแต่สิ่งรอบข้างภายนอกขันธ์เลย สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามัน ห่อหุ้มมัน คือตัวขันธ์ ...มันก็ยังเป็นอิสระจากขันธ์ 

ท่านจะรู้สึกได้โดยตัวของท่านเอง นั่นแหละเป็นเครื่องยืนยันความชัดเจน ความชัดตรง...ต่อมรรค และผลในมรรค ไม่ใช่ให้คนอื่นมารับรองว่าถูกหรือผิด 

แต่มันรับรองด้วยผลที่ว่า...มันอิสระจากสิ่งร้อยรัด ตั้งแต่ขันธ์นี้ออกไป

เอ้า เอาแล้ว ไปทำกัน...มากๆ  อย่าขี้เกียจ อย่ามัวแต่คิด อย่ามัวแต่วิเคราะห์...เสียเวลา


...............................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น