พระอาจารย์
13/20 (570228B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กุมภาพันธ์
2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ความมุ่งมั่นนี่..สำคัญ ความใส่ใจ..สำคัญ ความตั้งใจ..สำคัญ เหล่านี้พวกเราจะต้องมี พวกเราจะต้องเพิ่ม ...มีก็ยังไม่พอนะ มีแล้วต้องเพิ่มเข้าไปอีก
อย่ากลัวเครียด อย่ากลัวเพ่ง อย่ากลัวทำมากเกินไป
อย่ากลัวไม่มีใครคบ ...ยิ่งชอบเลย ไอ้ที่ทำแล้วถูกว่า... "มึงบังอาจตัดเพื่อนเหรอ
มึงบังอาจตัดแม่ตัดลูกกับกูเชียวเหรอ"
อย่ากลัว อย่าไปติดกับไอ้ตรงนี้ ...ถ้าไม่อย่างนั้นน่ะ ถ้าไม่สละ
ละแบบจริงๆ จังๆ นี่ กับไอ้ที่มันห้อมล้อมระโยงรยางค์ ...มันจะปิดช่องทางออกของกิเลสที่มันไปเกาะไปเกี่ยวไม่ได้เลย
นี่ ยังเป็นเรื่องหยาบๆ แค่ผัสสะ
แค่อายตนะภายนอกนะ ...บอกให้เลย กิเลสมันตายตรงนี้ มันก็ไปเกิดตรงนั้น พอไปไล่จับตรงนั้นตาย มันก็มาเกิดอยู่ตรงนี้
เนี่ย กิเลสมันยิ่งกว่าวอกน่ะ
ไวยังกับปรอทน่ะจิต ...กิเลสมันก็วิ่งไหลวนไปตามจิตนั่นแหละ แล้วจิตน่ะนึกเอาก็แล้วกันว่ามันไวขนาดไหน กิเลสมันก็อาศัยจิตน่ะเป็นตัวน้อมนำไป
เหมือนกับมันเป็นรถบัสว่างๆ
แล้วกิเลสก็อาศัยไป นี่ มันไม่ต้องโบกเลย ปึ้บ มันกระโดดขึ้นเฉยเลย แล้วก็อาศัยจิตน่ะ
ไปเกิดกับจิตนั่นแหละ ให้จิตพาไปเกิด
นั่นน่ะอวิชชา มันเล่นแบบเนียนๆ ไม่รู้ตัวเลย ...เพราะนั้นน่ะ การไล่จิต
การเท่าทันจิตนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้แบบง่ายๆ สบายมือหรอก
มันจะต้องมีหลายเหตุหลายปัจจัยที่ต้องเข้ามาผสมรวมกัน...ที่เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาอย่างยิ่งยวด สติ..มหาสติ สัมปชัญญะ..มหาสัมปชัญญะ นั่นแหละ
กว่าที่มันจะเรียกว่าเท่าทันทุกดวงจิต
ทีนี้ กิเลสอยู่ในกำมือแล้ว
เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือแล้ว รอแต่ว่าจะบีบเมื่อไหร่ก็ตาย แต่ไอ้คายซะน่ะไม่มี ...เพียงแต่ว่าแรงบีบมันยังไม่มีแค่นั้นเอง
แต่ว่ามันไม่สามารถเล็ดลอดออกไปจากกำมือแล้ว ...แล้วในระหว่างที่มันถือลูกไก่ไว้นี่
ก็เพาะบ่มกำลังที่จะบีบให้มันตาย ...อันนี้เป็นไปตามกำลังของมันเอง
เพราะนั้นการอดทนต่อกิเลส...ทั้งภายในและภายนอก ...นี่ มันต้องอดทนต่อกิเลสให้ได้
เก็บอารมณ์ ต้องเก็บอารมณ์ให้อยู่ภายใน ...อย่ากลัวบ้า อย่ากลัววิกลจริต อย่ากลัวว่าเดี๋ยวมันจะไปแตกใส่คนนั้นคนนี้ ...กด เก็บอารมณ์ไว้
ให้มันบีบคั้นอยู่ภายในนั้น
ซึ่งในระหว่างที่มันบีบคั้นด้วยอารมณ์ที่มันเก็บไว้นี่ ตอนนั้นน่ะมรรค...ปัญญาทำงาน...เพื่อให้เข้าไปเห็นสาเหตุ หรือสมุทัย หรือต้นตอของทุกข์...อยู่ที่ไหน คืออะไร
มาจากไหน ดับได้อย่างไร
แต่ถ้าไม่เก็บให้อารมณ์มันอยู่ภายในนั้น
มันก็จะเกิดภาวะที่ว่า...ไม่สืบค้นเข้าไปถึงอริยสัจสี่ คือต้นตอต้นเหตุของทุกข์ ...มันก็จะวิ่งออกไปตามความพอใจ ตามความสบาย ตามความเป็นสุขของมัน
เมื่อใดที่จิตไปเกิดกับสุข
เมื่อใดที่จิตไปสร้างเราเสวยสุขเป็นอารมณ์นี่ ในขณะนั้นน่ะ...โดยธรรมชาติมันจะไม่มีการค้นลงในมรรค ค้นลงในอริยสัจสี่เลย
มันก็สบาย ตีพุงเลย ...เรียกว่ามันเกิดภาวะที่นิ่งดูดายต่อธรรม เกิดภาวะที่นิ่งดูดายต่อสาเหตุหรือต้นเหตุของธรรม ...นี่
สุขมันไม่สอนอะไรหรอก แล้วเราชอบไปอยู่ตรงนั้น แล้วกินนอนกับมัน
แต่เมื่อใดที่มันถูกบีบคั้น เป็นทุกข์
แล้วไม่แก้ไม่หนีกับทุกข์นั้น ...ตรงนั้นน่ะเป็นภาวะบีบคั้น
บีบคั้นให้มันกลับมาสืบค้น วิจยะ เข้าให้ถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ ต้นตอของทุกข์
ต้นตอของธรรม
จนมันแยกแยะ แบ่งกันเด็ดขาด อันนี้เป็นธรรม อันนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ อันนี้เป็นสาเหตุที่เกิดทุกข์
ต่างอันต่างคนละลักษณะ ไม่ใช่อันเดียวกัน ไม่ใช่เป็นธรรมเดียวกัน
ทีนี้เมื่อมันเห็นว่าสาเหตุอยู่ที่ไหน ...มันก็เห็นว่าไอ้สาเหตุที่เกิดทุกข์น่ะ แท้ที่จริงแล้วมันไม่มี... มันไม่มีอยู่จริง
ไอ้ที่มันมีอยู่ได้เพราะความไม่รู้ต่างหาก
เมื่อมันรู้แล้วว่านี่คืออะไร
นั่นคืออะไร ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน ...เมื่อมันรู้ด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว นี่ล่ะ...เข้าไปละที่เหตุ ...มรรคเข้าไปละที่เหตุได้ เมื่อมันรู้แล้วว่าสาเหตุคืออะไร
แค่นี้เองคือปัญญา
มันเข้าไปเห็นถึงต้นตอ จุดเริ่มต้น ...มันก็รู้เลยว่า ไอ้เราหรือไอ้ต้นเหตุของทุกข์นี่
ที่ว่าเป็นเราทุกข์เราสุข เราหาทุกข์ เราสร้างสุข เราปัดทุกข์อะไรนี่
ตอนแรกก็เห็นว่าเราเป็นสมุทัยนะ เป็นต้นเหตุ ...แต่ยิ่งภาวนาไปแล้ว...มันยังเข้าไปเห็นถึงต้นตอ ต้นเหตุของเรา ...ต้นเหตุของเราก็คือคืออวิชชา นั่นแหละ
ตอนแรกมันจะทวนมาที่ตัวสังขารก่อน
สังขารตัวแรก ...และจากสังขารตัวแรกก็ทวนไปที่ว่าเป็นตัวก่อนสังขารตัวแรกนี่ ...มันก็จะเข้าไปเห็นว่ามันมาจากไหน
มันก็จะมาเห็นว่า...อ๋อ มันมาจากความไม่รู้นั่นเอง
นี่ ด้วยมรรคมันเข้าไปเห็น ...พอมันเห็นแล้วมันเกิดปัญญาก็รู้ว่า...อ๋อ นี่คือสาเหตุ ...พอมันรู้ตรงนั้นปุ๊บ
ภาวะตรงนั้นดับ ...อวิชชามันก็ดับในขณะนั้น
แต่มันไม่ได้ดับทั้งหมดนะ ...มันดับในเรื่องนั้นๆ ในเหตุนั้นๆ ในปัจจัยนั้นๆ ในการปรากฏขึ้นนั้นๆ
ในการสงเคราะห์รวมขึ้นมาเป็นเหตุปัจจัยชั่วคราวนั้นๆ มันดับ...ทุกข์ก็ดับไปพร้อมกับมัน
นี่ไม่ใช่แค่ทุกข์ดับแล้ว "เรา" อยู่นะ ...ถ้ามันถึงเหตุที่แท้จริงคืออวิชชา
หรือด้วยความรู้ที่เป็นวิชชานี่บังเกิดขึ้นด้วยองค์มรรค ด้วยสัมมา ด้วยศีลสมาธิปัญญา ...อวิชชาตัวนั้นก็ดับ ทุกข์มันก็ดับไปพร้อมกัน
แต่ว่าการดับในลักษณะอย่างนี้
แล้วมันเข้าใจอย่างนี้...เป็นช็อทๆ ไป ...ลักษณะนี้โดยสมมุติ โดยปริยัติ
โดยภาษานี่ ท่านเรียกว่าเป็นแค่ปหานตัพพธรรม
คือเป็นแค่การปหานเป็นระลอกๆ หรือเป็นขณะๆ
หรือเป็นแค่ช่วงๆ หรือเป็นแค่...ขณิกะหนึ่ง ...ยังไม่ใช่เป็นสมุจเฉท เรียกว่าเป็นปหาน
เพราะนั้นไอ้การปหานนี่
มันจึงเป็นลักษณะของการที่เรียกว่า...ลิดรอน การปหานนี่คือการลิดรอน
ลิดรอนโยงใยของอวิชชา ลิดรอนกำลังความเข้มแข็งของอวิชชา
เพราะอวิชชาคืออะไร...คือสิ่งที่มันครอบงำใจ ...ใจนี่คือความบริสุทธิ์ ความไม่มี มีแต่สภาวะรู้เห็น ...แต่อวิชชานี่มันเข้ามาครอบ...คลุม
เพราะนั้นลักษณะของการปหานนี่
ถ้าโดยสภาพที่แสดงให้เห็น ก็เหมือนกับว่ามันเข้าไป...มียางลบนี่ เข้าไปลบเป็นจุดๆ กับสิ่งที่มันครอบงำใจอยู่
สมถะก็ลบไม่ได้ สงบก็ลบไม่ได้นะ
กดข่มก็ลบไม่ได้นะ เดี๋ยวมันจะรู้เอง ...แต่ว่าศีลสมาธิปัญญานี่ มันจะลบได้...เป็นปหาน มันต่างจากความสงบ หรือกดข่ม หรือบังคับ หรือควบคุม ไม่ใช่...มันจะปหาน
แล้วมันจะรู้เองว่า พอลบปุ๊บนี่
ใจมันคือความสว่างโดยธรรมชาติ เป็นธรรมชาติที่สว่าง ...สิ่งที่มันหุ้มไว้นี่
มันก็เหมือนกับบังความสว่าง อวิชชาที่มันหุ้มใจนี่ มันก็ตัวที่มืด...บังปุ๊บมันก็มืด
พอมันลบออก
ไอ้ความสว่างนี่มันก็สาดส่องออกมาตรงนั้น ตรงที่มันลบออก …จริงๆ มันไม่ได้ลบเป็นจุดหรอก มันลบทั้งหมด...แต่ว่าลบแบบทำความเข้มข้นในความมืดให้น้อยลง เข้าใจมั้ย
เพราะนั้นความสว่างของใจนี่ มันก็ทอแสงออกมาในระดับที่...เขาเรียกว่าเป็นลักซ์นะ...ความสว่างนี่ ...เพราะนั้นลักซ์มันก็เพิ่มขึ้น สว่างขึ้นๆๆ
ความสว่างนี่
ความสว่างของใจ...คือที่ท่านเรียกว่าปัญญา ปัญญาคือความสว่าง ใจคือความสว่าง
ใจคือปัญญา เพราะมันมีความสว่าง
เหมือนแรงเทียนน่ะ แต่ก่อนมันหัวเทียนบอด หัวเทียนมันขาด มันมืด ...มันอยู่กับขันธ์มันก็ไม่รู้หรอกว่าขันธ์คืออะไร
มันอยู่กับโลกมันก็ไม่รู้หรอกว่าโลกคืออะไร ...เพราะมันมืด
คือตรงนั้น มันไม่เห็นอะไรหรอก มันไม่เห็นความเป็นจริงอะไรหรอก...ของขันธ์ ของโลก
ของสิ่งที่มากระทบขันธ์ ของสิ่งที่มากระทบผ่านขันธ์ โลกที่มันมากระทบผ่านขันธ์
พอมันเริ่มสว่าง ความสว่างมันก็สาดฉายออกมา ...คราวนี้ว่ามันไปตกกระทบกับอะไรล่ะ
เมื่อมันไปตกกระทบกับกาย...จากที่มันเคยมืด มันก็ชัดเจน เนี่ย ปัญญาคือความสว่าง ที่มืดก็สว่าง ก็แจ้งขึ้น ...เมื่อมันแจ้ง มันก็ไม่อึมครึม
มันไม่มืดบอด มันไม่มืดมน
ถ้ามันอยู่ท่ามกลางความมืดนี่ มันจะไม่รู้หรอกว่า...กายนี่
อยู่กันมาตลอดชีวิต อยู่กันมาหลายภพหลายชาติ ยังไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริงของมันเลย
ที่สำคัญตรงนี้...ไอ้ที่เราไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริงของมันนี่ แต่มันจะมีไอ้ห้อยไอ้โหนอยู่...ที่มาคอยบอกว่าไอ้นี่คือไอ้นั่น ไอ้นั้นคือไอ้นี้
เรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นั่นมันเป็นอย่างนี้ ไอ้นี่มันต้องเป็นอย่างนั้น
มันมีไอ้ห้อยไอ้โหนเป็นตัวที่มาบอกแทน...ก็เรียกว่าสวมรอย เข้าใจมั้ย อวิชชานี่มันสวมรอย แล้วก็มาปรุง
แล้วก็มาบอกเอาแบบข้างๆ คูๆ ตามประสาของมัน
แต่พอความสว่างมันเริ่มเปิดออกด้วยการปหาน
เข้าไปลบล้างความเป็นเรา กำลังของเราไปเรื่อยๆ ...ความสว่างของใจปัญญามันก็สาดส่องให้เกิดความสว่างยิ่งขึ้นๆ
จากที่มันมืดๆ มนๆ หม่นๆ หมองๆ ในกาย ที่เห็นกายเป็นอะไรมืดๆ หม่นๆ ...มีแต่ไอ้ห้อยไอ้โหนมันคอยบอกว่า...นี่คือแขน
นี่คือขา นี่คือเรา นี่คือผู้หญิง นี่คือผู้ชาย ...นี่คือไอ้ห้อยไอ้โหนมันว่า
พอมันสว่างขึ้น ...มันก็เห็นเนื้อแท้ของกาย
หรือว่าธาตุแท้ของกาย ปรากฏท่ามกลางความมืดที่หายไป
มันไม่ได้เป็นอย่างไอ้ห้อยไอ้โหนว่า มันไม่ได้เป็นเหมือนที่สมมุติบัญญัติเขาว่า
มันไม่ได้เป็นอย่างที่ความเห็นของคนในโลกเขาว่า ...มันคนละเรื่องเลย มันเห็น...เหมือนกับมันเห็นกับตา นี่ เพราะมันสว่าง
เนี่ย ทีนี้ไอ้ห้อยไอ้โหนมันจะบอกว่า...ไม่ใช่ มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนั้น ...นี่ไม่เชื่อแล้ว เริ่มไม่เชื่อ
แต่มันจะต้องมีตัวนี้มายืนยันก่อน คือมันต้องเห็นความจริง เข้าใจมั้ย มันถึงจะไม่เชื่อว่า เป็นขาจริงๆ เป็นเราจริงๆ เป็นผู้หญิงจริงๆ ...พอมีแสงสว่าง มันก็เห็นความจริงตรงนี้
มันเห็นโดยที่ไม่ใช่เห็นด้วยการทำขึ้นมาเอง
ไม่ได้เห็นโดยการที่ทำขึ้นมาใหม่ ...แต่มันเห็นโดยสภาพของความสว่างของปัญญาญาณ
มันมาลบความมืดที่มันมาครอบงำครอบคลุม
ความจริงมันมีอยู่แล้ว ของมันมีอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่ามันถูกคลุมไว้เท่านั้น นี่ มันจะเอาอะไรมาเถียงล่ะ ... ก็มันเห็นอยู่อย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ
ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น
ศีลก็เป็นศีลอยู่อย่างนี้
กายก็เป็นกายอยู่อย่างนี้ ธรรมก็เป็นธรรมอยู่อย่างนี้
มหาภูตรูปก็ปรากฏลักษณะอาการเป็นอย่างนี้ ...มันไม่ได้เป็นอย่างอื่น
มันไม่ได้ทำขึ้นมาด้วยอำนาจของใครผู้ใด
หรือบัญญัติ หรือตำราใดๆ ...มันก็เป็นของมัน ตั้งแต่ตั้งรูปตั้งกายขึ้นมา
ตั้งขันธ์ขึ้นมา ...มันก็เป็นมาอย่างนี้ จนกว่ามันจะแตกดับไป
นี่ มันก็ค่อยๆ ลบล้างความเชื่อความเห็น
ที่มาจากไอ้ห้อยไอ้โหน...คือสังขารา ที่มันคอยมาแทนที่ใจอยู่เรื่อยน่ะ ...อวิชชานี่มันแอบสวมรอย คอยมาแทนที่ใจอยู่เรื่อย
แล้วพอมาแทนที่ใจ มันก็คอยปรุงคอยว่า
คอยบอกมาเป็นภาษาว่า นี่เรียกว่าอย่างงั้นนะ ความถูกอย่างนั้นนะ
ความเห็นอย่างนี้ไม่ถูกนะ ความเห็นอย่างนี้เรียกว่าผิดนะ ...มันก็ออกมาว่าการแทนใจหมดน่ะ
(ต่อแทร็ก 13/20 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น