พระอาจารย์
13/19 (570228A)
28 กุมภาพันธ์
2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 13/19 ช่วง 1
เมื่อทำความแจ้งในศีล
ทำความแจ้งในอธิศีลแล้ว มันก็จะยกระดับขึ้นเป็นมหาศีล ...ทีนี้ เรื่องกาย...ความเป็นความปรากฏของกาย เรื่องจิต...ความเป็นความปรากฏของจิต
เรื่องอายตนะ
ผัสสะ...ความเป็นความปรากฏของอายตนะ เรื่องอารมณ์...ความเป็นความปรากฏของอารมณ์ ....เหล่านี้ ล้วนแล้วเป็นเรื่องเดียวกันหมดเลย
มันจะเกิดความเห็นภายในว่าไม่ได้แตกต่างกันเลย ... มันแตกต่างเพียงแค่หน้าตา...แต่ความปรากฏขึ้น ความตั้งอยู่ แล้วความดับไป นี่ ความคงอยู่
ความหมดไป...เหมือนกัน
เพราะนั้นมันจะไม่เรียกว่า นี้เป็นกาย
นี้เป็นจิต นี้เป็นอารมณ์ นี้เป็นเวทนา นี้เป็นเสียง นี้เป็นรูป นี้เป็นกลิ่น
นี้เป็นรส นี้เป็นเย็นร้อนอ่อนแข็ง ...มันไม่ว่าแล้ว
มันจะเห็นทั้งหลายทั้งปวงนี้
ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมหนึ่ง...เสมอกัน เป็นอันเดียวกัน ไม่สูงไม่ต่ำ
ไม่แตกต่างจากกัน ...นี่เรียกว่า มันจะรวมหลากหลายธรรมนี่
เป็นธรรมเดียวกันหมดอีกทีนึงเอง นี่ ด้วยมหาศีล
ทีนี้ มันไม่มีหรอกว่า นี้เป็นใน
นั้นเป็นนอก...ไม่มีหรอก นี้ละเอียดกว่า นี้หยาบกว่า...ไม่มีหรอกดีกว่า ชั่วกว่า...ไม่มี ...มันจะเห็นเป็นแค่สักแต่ว่าธรรมหนึ่งที่ปรากฏ
เพราะนั้นที่ว่า...สักแต่ว่าธรรมหนึ่งที่ปรากฏนี่ ในความหมายที่แท้จริงน่ะ ไอ้ตัวธรรมหนึ่งที่ปรากฏนี่ ความหมายที่แท้จริงคือ...ไตรลักษณ์
คือมีแต่ความเกิด มีแต่ความตั้ง
มีแต่ความดับเป็นธรรมดา ... ในความเกิด
ในความตั้ง ในความดับ ไม่ใช่ใครของใคร...เป็นธรรมที่เกิดตั้งดับเป็นธรรมดา
แล้วมันจะคงสภาวะนี้...ด้วยความต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่เว้นวรรคขาดตอน ไม่ด่างพร้อย ไม่บกพร่อง ...นี่ บ่มอินทรีย์
บ่มศีลสติสมาธิปัญญาอยู่ในตัวอย่างนี้
ในช่วงที่มันบ่มอยู่อย่างนี้
เป็นช่วงที่มันอาศัยกำลังตรงนี้ที่มันบ่มนี่เข้าไปหักล้าง ลบล้าง
ความเห็นผิดภายใน คืออาสวะ อนุสัย ความเชื่อความเห็นเดิมๆ ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน
แล้วเกิดความหมายมั่นยึดมั่น
ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่านานมั้ย ...เพราะว่าตอนนั้นน่ะ ลืมเวลาไปเลย ถ้าใครอยู่ในภาวะตรงนั้นนะ จะบอกให้ว่า
จะอยู่ในภาวะที่ลืมวันและเวลา
ทำไมถึงเรียกว่าลืมวันเวลา ...เพราะไม่มีเวลาที่ให้จิตมันปรุงมาเป็นเวลา
ไม่มีเวลาให้จิตมาแบ่งว่านี่กลางวันนี่กลางคืน ไม่มีเวลาให้จิตมันมาบอกว่านี้นาน
นี้เร็ว
เห็นมั้ย เวลา...มันเกิดเพราะจิตมันเคลื่อนนะ
ถ้าจิตมันเคลื่อนเมื่อไหร่จะมีเวลา ...ที่มาถามเราว่า เมื่อไหร่จะจบ
จะนานมั้ย เนี่ย ปล่อยให้จิตมันเคลื่อนแล้วนะ มันจึงมีเวลาขึ้นมา
แต่ถ้าอยู่ตรงนี้...ในระดับที่มันเห็นธรรมเป็นหนึ่ง เห็นธรรมเกิดดับเป็นหนึ่ง มีแค่รู้แค่เห็น...ไม่ออกมาหมายกับธรรมนั้นๆ
คือไม่มีจิตออกมาหมายกับธรรมนั้นๆ
ไม่หมายรู้ไม่หมายจำกับธรรมนั้นๆ ไม่หมายออกมาเป็นบัญญัติ
ไม่หมายมาเป็นสมมุติกับธรรมนั้นๆ
คำว่าธรรมนั้นๆ นี่คือทั้งหลายทั้งปวงเลยนะ ตอนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องกายแล้วนะ แต่เป็น...สัพเพธัมมา
เป็นผู้ที่อยู่เหนือกาลเวลา บุคคลนั้น จิตดวงนั้น ใจดวงนั้น เป็นใจที่เหนือกาลเวลา
เรียกว่าเป็นอกาลิกจิต แล้วอยู่กับอกาลิกธรรม ...ใจน่ะเป็นอกาลิกจิต
ธรรมที่อยู่เบื้องหน้าเป็นอกาลิกธรรม...อยู่ด้วยสภาวะที่เป็นอกาลิโก
เพราะนั้นมันไม่สนใจเลยว่า
จะสำเร็จเมื่อไหร่ จะสุดเมื่อไหร่ งานนี้จะจบเมื่อไหร่ จะสุดตอนชาตินี้มั้ย...ไม่มี จะไม่มีตัวนี้ออกมาวุ่นวี่วุ่นวายเลย มีแต่ดำรงคงอยู่ในสภาวะอย่างนี้ไป
ตอนนั้นน่ะ ...คือต้องผ่านตอนนั้นมาแล้วนี่ มันถึงมาเห็นว่าไอ้ตอนนั้นน่ะ ที่อยู่ตอนนั้นน่ะ มันเหมือนไม่มีโลกนี้อยู่เลย ...ไม่ใช่แค่เหมือนไม่มีโลกนี้เท่านั้นนะ มันเหมือนไม่มีสามโลกอยู่เลย
ไม่รู้อยู่ที่ไหน มันไม่มีที่ตั้ง
มันไม่มีขอบเขต มันไม่มีอาณาเขต มันอยู่ที่ไหน...มันก็ไม่รู้มันอยู่ที่ไหน มันไม่มีที่ให้มันอยู่เลย ...ซึ่งไอ้ตรงนั้น ตอนที่มันอยู่ตรงนั้นมันไม่รู้
ถ้ามันผ่านแล้วมันจึงจะเห็นว่า...ในระหว่างนั้นน่ะ มันอยู่เหนือโลก...ไม่มีโลก มันอยู่เหนือเวลา...ไม่มีเวลาเลยตรงนั้น
ไม่มีสถานที่เลย ไม่มีแม้กระทั่งขันธ์
แล้วมันอยู่ได้ยังไง ทำไมถึงมาผูกพันมั่นหมายกับขันธ์มากมายมหาศาล ...ทำไมอยู่ตรงนั้นมันจึงอยู่ได้
หือ ไม่มีขันธ์ ไม่มีโลกให้มันอยู่...มันยังอยู่อย่างนั้น
เออ นี่ผ่านมาแล้ว มันทบทวน ...แต่ไอ้ตอนนั้นมันไม่มีเวลามาคิดหรอก
มันไม่ออกมาคิดเลย มันอยู่อย่างนั้น เหมือนไม่รู้อะไร ...ไม่มีไป
ไม่มีมา ไม่รู้จะไปไหน
ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีที่ให้อยู่ ไม่มีที่ให้กลับ...มันไม่มีที่ ...แต่ลึกๆ มันมีความรู้สึกว่ามันเป็นอิสระดี ไม่มีที่ให้ไป แล้วก็ไม่มีที่ให้อยู่ แล้วก็ไม่มีที่ให้ถอย ...เอ๊ แต่มันเป็นอิสระดี
เมื่อมันไม่มีที่ไป
เมื่อมันไม่มีที่ถอย เมื่อไม่มีที่ให้อยู่...มันก็ไม่มีที่ให้เกิดเป็นเรา
มันก็ไม่มีที่ให้เกิดเป็นทุกข์ มันก็ไม่มีที่ให้เกิดเป็นสุข
มันก็ไม่มีที่ให้เกิดความอยาก มันก็ไม่มีที่ให้เกิดความไม่อยาก ...เออ ดี
นี่ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เข้าใจมั้ย (โยมหัวเราะกัน) ...เราก็เป็นแค่หนึ่งในผู้เป็นหัวโจกของการไฮปาร์คเท่านั้นเอง
แล้วก็มีหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อ
เพราะพวกเรามันนึกไม่ออก คือมันนึกภาพไม่ออก ไม่สามารถคิดจินตนาการถึงกันได้หรอก ... เหมือนกับม็อบนี่ มันบอกว่าประเทศไทยจะดีขึ้น พวกเราก็นึกภาพไม่ออกหรอกนะว่ามันจะดีขึ้นยังไง
แต่ว่ามันจะพยายามพูดให้ดูว่าดีขึ้นน่ะ แล้วพวกเราก็พยายามนึกตามว่ามันจะดีขึ้น
แค่นั้นเอง ...เรียกว่าโฆษณาชวนเชื่อ ใช่มั้ย แล้ว มันได้แค่นึกพิจารณาตาม
นี่พระนี่ เรานี่...ก็เป็นหัวหน้าม็อบ
โฆษณาชวนเชื่อว่าสภาวะนี้ดีนะ เป็นอิสระจริงๆ นะ ...แต่ว่ามันนึกภาพไม่ออกว่ะ
เข้าใจมั้ย ทุกคนจะนึกภาพไม่ออกหรอก
เพราะว่าในสภาวะนี้ มันเป็นสภาวะที่เรียกว่าเกินสมมุติบัญญัติ มันเกินคำกล่าวอ้าง มันเกินภาษาที่จะไปรองรับ มันเกินจิตที่จะไปหยั่งถึง ...เออ มันเกินหมดน่ะ
มันก็ได้แต่คาดเดาเอา...นี่ พูดไปจะได้คาดเดา ...แต่เมื่อใดที่เข้าไปถึง มันเข้าใจ...โดยที่ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องอาศัยจิตอธิบาย
เพราะนั้นผู้ที่เข้าใจนี่
แล้วมาฟังคนที่พูดอย่างนี้ เหมือนผีเห็นผี ...เออ ไม่ต้องพูดมากถึงขนาดนี้หรอก เออๆ อย่างนี้...แค่เออ มึงเข้าใจได้ยังไงวะ ...นี่ ผีเห็นผี
แต่พวกเรานี่ พูดจนหูห้อยแล้ว
มันก็ได้แต่จินตนาการ ...เพราะนั้น ที่นั่งฟังกันนี่ มันจะจินตนาการไม่เหมือนกัน
บอกให้เลยนะ มันจะนึกภาพไม่เหมือนกัน
ไอ้ที่นึกภาพ...แต่ละคนนี่ จะสร้างภาพมา...อย่างนั้นรึเปล่า อย่างนี้รึเปล่า
แล้วมันก็มาเทียบกับไอ้จิตของเราที่เคยผ่านมา...เอ๊ะ มันจะเหมือนอย่างนั้นมั้ย อย่างนี้มั้ย
เขาเรียกว่าจิตก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่ายและหา นี่คือสันดาน ลักษณะของจิตที่มัน...เอะอะๆ อะไรปั๊บ...หา เอะอะๆ อะไรปั๊บ...เทียบ เอะอะๆ
อะไร...วิจัยวิจารณ์ไว้ก่อน เนี่ย คือความฟุ้งซ่านของจิต
ไอ้ความฟุ้งซ่านลักษณะนี้
ถ้าในลักษณะของพระอริยะขั้นสูงนี่ ท่านจะเรียกว่าอุทธัจจะ...อุทธัจจะในธรรมนะ
เป็นตัวที่ละเอียดสุดเลย ที่จิตมันติดคาอยู่ในสันดานเลย
มันจะหาในธรรมที่ยิ่งกว่า แม้แต่ว่ามันไม่หากิเลสแล้วนะ
มันไม่หาอารมณ์ที่ว่าได้ความสุขได้ความสบายจากเนื้อและหนัง จากวัตถุและธาตุ ...แต่ขนาดนั้นน่ะ มันยังไปหาความสุขในธรรม
มันอุทธัจจะในธรรมว่า...ธรรมที่ยิ่งกว่านี้มีมั้ย คืออะไร อยู่ตรงไหน ...แล้วไอ้คำว่า "อยู่ตรงไหน" ที่จิตมันสร้างขึ้นมานี่ แปลว่ามันต้องมีที่อยู่ เข้าใจมั้ย...อยู่ตรงไหน ที่ไหนๆๆ
แต่พอถึงจุดนี้มันไม่มีที่
มันไม่มีฐาน มันไม่มีที่ประมาณ ...คำว่าไม่มีประมาณนี่คือมันไม่มีฐาน
มันเหมือนกับมันเคว้งคว้างอยู่บน...ภาษาท่านเรียกว่า อนันตมหาสุญญตา นั่นเอง
แต่ว่าในภาวะตรงนั้นน่ะ พวกเราไม่รู้จักหรอก หลายอย่าง มันไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอนันตมหาสุญญตา อะไรเป็นอนันตาจักรวาล
อะไรเป็นจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด อะไรเป็นรู้ที่ไม่มีสิ้นสุด
มันไม่ทันวิเคราะห์วิจารณ์อะไรหรอก มันอยู่ของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ...แต่ว่าความรู้ความเข้าใจนี่มันเป็นปัจจัตตัง
มันมีความรู้เห็นที่ไม่เป็นภาษา เข้าใจโดยไม่มีภาษาอยู่ในตัวของมัน
แล้วมันก็ลบล้างๆๆ
ลบล้างสัญญาอารมณ์ ลบล้างสมมุติบัญญัติ ลบล้างความเชื่อในบัญญัติสมมุตินั้นๆ
ไปในตัวของมัน เนี่ย มันทำงานอย่างนี้ ด้วยความสงบ
แล้วในภาวะที่มันทำงานอยู่ตรงนั้นน่ะ
จะมานั่งนอนยืนกิน พูดคุยอย่างนี้ไม่ได้เลย
มันจะมาข้องแวะเกาะเกี่ยวด้วยการกระทำภายนอกไม่ได้เลย ...มันจะต้องจำกัดมากๆ เลย
ในวาระตรงนั้นน่ะ
เรียกว่าเป็นวาระคับขัน เป็นวาระที่จะเป็นจุดสุดท้ายของสงครามขั้นแตกหัก...ว่าจะมีแผ่นดินอยู่
หรือจะไม่มีแผ่นดินให้อยู่ ...เพราะนั้นมันจะทุ่มสุดเลย ตรงนั้น
กำลังศีลสมาธิปัญญาจะขั้นสูงสุด จริงๆ
ซึ่งลักษณะนี้คนภายนอกมันดูไม่รู้เรื่องหรอก
ดูไม่เห็น ...แต่ตอนนั้น ถึงวาระตรงนั้น...แต่ละท่าน แต่ละองค์นี่...จะไม่มีออกมาให้เห็นภายนอกเลย
คือจะไม่ออกมาให้คนเห็นเลย
มันรับรู้อะไรทางตาทางหูไม่ได้เลย ได้แต่มีภาวะที่เรียกว่า shut down ...แบบชัทดาวน์แบงค็อก
(หัวเราะกัน) ...ปิดหมดเลย
ปิดอายตนะหมดเลย...คือจะไม่ให้อายตนะนี่ได้เกิดได้เลยโดยธรรมชาติ ...มันจะไล่เข้าไปจนมุม จนกิเลสมันจะไปจนมุมอยู่ในภาวะนั้นเลย ...ถ้าไม่งั้นต้อนกิเลสไม่จนมุม
พวกเรานี่ ต้อนซ้ายออกขวา
ต้อนขวาออกซ้าย ต้อนบนลงล่าง ต้อนล่างขึ้นบน มันต้อนสามที่ ออกที่ที่สี่
ต้อนสี่ที่ ออกที่ที่ห้า ต้อนห้าที่ออกที่ที่หก ...หกที่นะ เข้าใจมั้ย อายตนะนี่
กว่าจะจับมันรอบนี่ โฮ่ เหนื่อย
เพราะนั้นพอจับได้อยู่แล้วทีนี้ซีล (seal- ปิดผนึก ประทับ) ...เรียกว่าอันนี้ซีลของแท้ รู้จักคำว่าซีลของแท้มั้ย ไม่ใช่ซีล-ทหารเรือนะ ...คือว่าครอบหมด คลุมหมดเลย
เรียกว่าอายตนะหกนี่อยู่ในมือ อยู่ในกำมือของศีลสมาธิปัญญา
ไม่มีว่าได้หลุด ได้เล็ด ได้ลอด ได้หายเลย
เพราะนั้นถ้าอยู่ในระดับที่ท่านครอบได้ขนาดนั้นแล้วนี่
ท่านจะไม่ทำให้เสียของหรอก เข้าใจมั้ย ...ท่านจะไม่อยู่ด้วยความประมาท
ท่านจะไม่พาขันธ์นี้ไปอยู่ในที่ที่เป็นอโคจร ได้เลย
เพราะว่าท่านหวงของนะ ท่านมีของ ท่านหวงของนะ ...ท่านไม่เอาของมาเล่นหรอก แล้วก็ไม่เอาของมาเป็นของเล่นด้วย เข้าใจมั้ย ถึงจะมีของให้เล่นก็ตาม
ท่านไม่เล่น เสียของหมด ...ท่านรักษาของ
ท่านหวงของ คือหวงศีลสมาธิปัญญาของท่าน
หวงพื้นที่ที่จะสูญเสียไปกับการที่กิเลสมันชักนำออก
เพราะนั้นในภาวะนี้ กิเลสมันจะถูกต้อนๆๆๆ
จนมุม...มาอยู่ในที่เดียวกันหมด นั่น สงครามใหญ่...แบบเรียกว่าสงครามมหาภารตะยุทธ...จะเกิด
เพราะนั้น สงครามมหาภารตะยุทธตรงนั้น...เรียกว่า สงครามล้างเผ่าพันธุ์จริงๆ ...รบเลย
รบสิ้นแผ่นดิน ...ไม่เหลือเลย ไม่เหลือที่ให้กิเลสอยู่เลย นี่
เพราะนั้นไอ้ที่พวกเราภาวนากันนี่
เราถึงบอกว่า...เด็กๆ อย่าทำแบบเดะๆ ...มันจะต้องเข้มขึ้น ข้นขึ้นเรื่อยๆ อย่าทำแบบเช้าชามเย็นชาม อย่าทำแบบว่าซังกะตาย สักแต่ว่าทำ
อย่าทำแบบเป็นของเล่น
เป็นงานอดิเรก มันจะไม่ได้เข้าสู่จุดนี้ได้ มันจะได้...แค่ฝัน เข้าใจมั้ย ฝันเอาน่ะได้
แต่ว่าได้จริงๆ น่ะไม่ได้แน่ๆ ...ถ้ายังเลอะๆ เละๆ ละๆ กันอยู่อย่างนี้
(ต่อแทร็ก 13/20)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น