วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 13/18 (1)


พระอาจารย์
13/18 (570225C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
25 กุมภาพันธ์ 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  นี้...คือศูนย์กลางการปฏิบัติ  นี้...คือที่ตั้ง หรือว่าจุดสตาร์ท หรือว่าจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ ...ไม่ใช่ที่ไหน 

ไม่ใช่ที่เพศฆราวาสหรือเพศสมณะ ไม่ใช่ที่เพศชายหรือว่าเพศหญิง ไม่ใช่ที่อายุขัย ไม่ใช่ที่สถานที่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่  ผาซ่อนแก้ว ชุมพร หรือในป่า ...ไม่ใช่

ที่นี้...ที่ที่ศีลนี้ตั้งอยู่ ที่ที่บ่อน้ำทิพย์นี้ตั้งอยู่ คือที่ในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้นี่เอง นี่คือศูนย์ นี่คือจุดตั้งต้น...ต่อการเดินทางไกล  

ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นตรงนี้ ...ท่านจะไม่เจอหนทาง ท่านจะไม่รู้จักเส้นทางไกล...ที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดและพ้นจากขันธ์และโลก

ซึ่งลึกๆ มันก็จะนึกว่า “จะหลุดไปทำไมจากขันธ์ จะหลุดไปทำไมจากโลก ...สบายดีออก” ...ใช่มั้ย


ผู้ถาม –  ใช่ครับ สนุกจะตาย (หัวเราะ)

พระอาจารย์ –  เออ มันก็ว่าจะภาวนาทำไม ...อยู่อย่างนี้มันมีแต่ความสุข นึกเมื่อไหร่ คิดเมื่อไหร่ก็สุข 

ยิ่งอยู่สมัยนี้  ขยับนิดขยับหน่อย หันไปปุ๊บ หยิบจับปั๊บ โทรศัพท์ปุ๊บ นี่มาถึง...สุขเลย (หัวเราะกัน) ง่ายจะตาย ...แล้วจะมานั่งคร่ำเคร่งภาวนาทำไม

เนี่ย โดยสันดาน ทุกคนจะรู้สึกอย่างนี้...ว่าความสุขในโลกนี่มีอยู่จริง ความสุขในโลกนี้ยังมีอีกมากมาย กูยังได้ไม่หมดเลย ...อยู่ดีๆ จะมาทรมานทรกรรมตัวเองทำไม

เนี่ย ก็ไม่รู้จะว่ายังไง เข้าใจมั้ย  เพราะว่ามัน... (ถาม) เคยกินเนื้อหงส์ฟ้ามั้ย


ผู้ถาม –  ไม่เคยครับ

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะสิ มันก็ไม่รู้รสชาติหรอกว่าหงส์ฟ้ามันเป็นรสชาติยังไง ...แต่พระพุทธเจ้าท่านเคยกิน พระอรหันต์ท่านเคยกิน พระอริยะท่านเคยกิน 

คือรสชาติของพระธรรม รสชาติของความหลุดพ้น รสชาติของการที่ไม่มีขันธ์ รสชาติของการที่ไม่ต้องมาเกิดตายในโลกสามโลก

พวกเราไม่เคยกิน แต่ท่านกิน...และท่านเป็นอยู่ตรงนั้น แล้วท่านบอกได้ในขณะที่ท่านยังมีอายุขัยว่ามันเทียบกันไม่ได้...มันเทียบกันไม่ได้กับความสุขที่พวกเราเข้าใจว่าเลิศล้ำเหลือเกินในโลกในสามโลก

เพราะนั้น มันก็ไม่รู้จะพูดยังไงที่จะให้เห็นว่า ไอ้ที่อยู่อย่างนี้...มันเทียบกันไม่ได้ยังไง ...จนกว่าจะเริ่มเกิดศรัทธาขึ้นไป ทำไปเรื่อยๆ ด้วยตัวของตัวเอง

หรือบางครั้งก็ต้องอาศัยทุกข์มาบีบคั้น มันจึงจะเกิดภาวะที่เป็นแรงกระตุ้น ให้เกิดการพากเพียรในการปฏิบัติ ...ถ้าไม่อย่างนั้นนะ มันจะเป็นเหมือนศพนอนเกิดนอนตายอยู่ในโลกแบบไม่กระดิกกระเดี้ยเลย

ไม่รู้สึกเลยว่ากูจะภาวนาทำไม เหนื่อย ...ดูหนัง ฟังเพลง เล่นหุ้น ทำนู่นทำนี่ อู้ย มีความสุขดี  อายุอานามก็ยังไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเลย  หรือถึงมีโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่เป็นไร มีเงินรักษาได้วุ้บวับ ...สบาย 

แล้วจะมานั่งทรมานทรกรรมกำกับจิตกำกับใจไม่ให้มันออกนอกกาย ไม่ให้มันออกนอกปัจจุบันทำไม ...นี่ก็คือมันยังไม่เห็นผล ยังไม่เห็นคุณค่า ยังไม่ค่อยเห็นว่าสำคัญเท่าไหร่

แต่บอกไว้ เตือนไว้ว่า...เวลากำลังจะตายนะ จะค่อยเห็นคุณค่ามัน  เวลากายกำลังจะแตก ขันธ์กำลังจะดับ มันไม่มีความสุขเหมือนกับนั่งกินที่หรูฟังเพลงชมวิวนะ 

มันเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ ...เพราะเวทนาในกายนี่ ไม่ใช่ธรรมดา  เวลามันจะสลาย เวลามันจะแตกดับ มันไม่ใช่ของล้อเล่นเลย ความตายนี่ เวทนาในความจะตายนี่ ไม่ใช่ของธรรมดาเลย 

จะทรมานแบบไม่มีที่อยู่เลย จิตจะหาที่อยู่ในนั้นไม่ได้เลย มันจะดิ้นๆๆ แล้วก็ดิ้นแบบไม่มีที่ให้ไปด้วย ...ถ้าใครเคยเจ็บป่วยมาก่อน หรือเคยเจ็บปางตายมาก่อน จะรู้เลยว่า...อย่าให้กูเจออย่างนั้นอีกเลยว่ะ 

แต่ยังไงก็ต้องเจอทุกคน ...ถึงตอนนั้นจะเห็นเลยว่า...โอ้ ถ้าภาวนา ถ้ารู้จัก แล้วถ้ารู้ว่ามันมีบ่อพักร้อนบ่อพัก...ที่อยู่แล้วทุกข์เข้าไม่ถึงนี่ จะสบายดีกว่านี้มั้ย 

ทั้งๆ ที่ว่าบ่อนั้นก็ตั้งอยู่ท่ามกลางไฟที่รุมล้อม แต่ว่าอยู่ในบ่อแล้วเย็นดี ...นี่ มันมีที่พักพิง มันมีที่พึ่ง เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่ง เรียกว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะเป็นที่พึ่ง 

ถึงตรงนั้นแล้วจะรู้เลย...พึ่งได้จริงๆ แต่ตอนนี้ถ้ายังหาที่พึ่งไม่ได้ หรือว่าหาได้แต่ว่ากูไม่อยู่  ไอ้อย่างเนี้ย...ถึงเวลาคับขันแล้วจะเดือดร้อน

เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นตัวคอยบอกคอยสอนตัวเองว่า อย่าประมาท อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไร้สาระเกินไป ...ใกล้ตายแล้วนะ ไม่นานหรอก 

มันหนุ่มก็ตายได้ แก่ก็ตาย กลางคนก็ตาย แม้แต่เราก็ตาย ...มันใกล้กันทุกคนแหละ ไม่มีใครไกลจากความตาย มันมีแต่ใกล้เวลาตายเข้าไปทุกเวลานาที

เวลามันกำลังกลืนกินอายุขัย เวลามันกำลังกลืนกินอายุขันธ์ ...แล้วเวลาที่มันหายไปนี่ พวกเราใช้ไปกับอะไร  ...มันใช้ไปกับการค้นหาบ่อน้ำซับ บ่อน้ำทิ้ง บ่อน้ำครำ หรือบ่อน้ำทิพย์ 

พระพุทธเจ้าท่านแยกให้เห็นหมดแล้วว่า อันนี้เป็นบ่อน้ำครำ อันนี้เป็นบ่อน้ำทิ้ง อันนี้เป็นบ่อโสโครก อันนี้เป็นบ่อเกรอะ อันนี้เป็นบ่อใต้ดิน อันนี้เป็นบ่อแห้งขอด อันนี้เป็นบ่อทิพย์บ่อธรรม

แล้วไอ้บ่อทิพย์บ่อธรรมอย่างที่เราอธิบาย มันไม่ใช่ว่าอยู่นู่น ฟากฟ้าป่าหิมพานต์ ...มันมี มันเป็น มันแสดง มันได้มา...พร้อมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ปฏิสนธิในท้องแม่เลย 

มันรวมกันเป็นปัญจสาขามาตั้งแต่ท้องแม่มันแล้ว แสดงความเป็นปกติกายปกติศีล เป็นที่ตั้งของศีล เป็นที่อยู่ เป็นที่ปรากฏของก้อนศีลกองศีลอยู่นั่นน่ะ

ธรรม...นี่มันใกล้ตา  แต่พวกเรามองข้ามไปหาสรรพสิ่ง...จนไม่มีที่หยุดที่ยั้งน่ะ 

แม้แต่การปฏิบัติธรรม ก็ยังไปหาธรรมที่...ชุมพร  เสร็จแล้วก็ย้อนกลับมาถามว่า “อาจารย์ จะนั่งสมาบัติยังไง” ...เอ้า เออ ยังไม่เจอ ไปชุมพรยังไม่เจอ  ยังกลับมาถามว่า สมาบัติเข้ายังไง

เมื่อวานเราตอบไปแล้วซะหนึ่งกัณฑ์ใหญ่ๆ น่ะ ...ของดีไม่หาไม่อยู่ กลับไปหาบ่อเกรอะ เอ๊อะ หรือบ่อน้ำโสโครก ...เออ นี่ เสียงลือเสียงเล่าอ้างในสามโลกนะ 

หรือบ่อความร่ำรวย บ่อสุข หรือบ่อทุกข์...กี่บ่อล่ะวนอยู่รอบตัวเลย ...เมื่อไหร่มันจะรู้กันซะทีวะเนี่ย มาฟังกี่ชาติแล้วนี่ หือ จนจะไม่ได้ฟังแล้ว ยังไปว่ายอาบน้ำดื่มกินอยู่ในบ่อน้ำทิ้งอยู่นั่น

หาให้เจอบ่อน้ำทิพย์...หาอยู่ภายในนี่ ค้นอยู่ภายในนี่นะ  รู้แล้วเจอแล้ว...จับให้อยู่นะ  จับไว้แล้ว...รักษาให้ได้นะ ...อย่าออกนอกนี้นะ อย่าออกนอกกายนี่นะ อย่าออกนอกศีลนี่นะ 

ตายก็เป็นตายล่ะวะ โง่ก็เป็นโง่ล่ะวะ ไม่ทันโลกก็ไม่ทันโลกล่ะวะ ไม่ได้ไปนิพพานก็ไม่ได้ไปนิพพานล่ะวะ ...เอาดิ ลองกันดูสักชาตินึง 

เอ้า ว่ามาเลย ...มันบอกว่านานไปรึเปล่า อีกกี่ปีถึงจะได้...ไม่ต้องถาม  บอกว่า...ชาตินี้ ยอมแล้ว ชาตินึง ...นี่ ตั้งให้มันเกินกว่าไอ้ความคิดที่มันจะไปถึงน่ะ

ชอบมาถามกันว่า ทำกันกี่ปีอาจารย์ จะได้รู้...กี่ปีมันถึงจะสำเร็จ ...ชาตินึงโว้ย ให้หมดชาตินี้เลย  ไม่ต้องมาถามว่านานรึเปล่า...เอาตายเป็นที่สุด  

จิตมันจะได้ไม่ต้องคิดซะ ...ก็รู้มันไป...รู้มันไป  นั่งก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นอนก็รู้ ขยับก็รู้ นิ่งก็รู้ ไหวก็รู้ ...รู้มันเข้าไป

ไม่ต้องรู้หรอกว่าเมืองไทยมันจะจบยังไง ไม่ต้องรู้หรอกว่าใครจะเป็นนายกคนต่อไป ไม่ต้องรู้หรอกไอ้นายกคนต่อไปมันจะเป็นยังไง เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย อยู่พรรคไหน ...นี่ไม่ต้องไปรู้มันหรอก

ให้มันรู้ว่าเดี๋ยวนี้กำลังทำอะไร  ...นั่งหรือยืน ...แล้วในยืน ในเดิน ในนั่ง...มันเป็นอะไร  ความรู้สึกในนั่งคือใคร ความรู้สึกในนั่งมันเป็นตัวตนอย่างไร 

ตัวตนหน้าตาความรู้สึกในการนั่งมันเป็นยังไง มันมีชื่อกำกับอยู่ในตัวว่านั่ง ว่ายืนมั้ย  มันมีเพศอยู่ในความรู้สึกว่านั่ง ว่ายืน ว่าเดินมั้ย ...ดูมันอยู่แค่นี้ รู้มันอยู่แค่นี้

แค่ชาตินึงจะเป็นไรไป ...เกิดมาเป็นอเนกชาติมาแล้วนี่  แค่ชาติเดียว...เสียหายไปชาตินึงที่ไม่ได้คิด จะเป็นอะไรไป ...ถ้ากลัวไม่ได้คิดก็ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็เกิดใหม่มาคิดเองน่ะ ใช่ไหม ...ยังมีตั้งอีกกี่ชาติล่ะ 

หรือกลัวไม่รู้เรื่องราวในโลก ...ไม่ต้องกลัว โลกนี้มีให้รู้ตลอดเป็นอนันต์ ไม่มีคำว่าจบสิ้น  ทรัพย์สมบัติในโลก ไม่ต้องหาชาตินี้ก็ยังได้ ชาติหน้าก็ยังหาได้ ไม่ต้องกลัว ถ้าอยากได้นะ 

เพราะโลกนี่ยังมีอยู่ตลอดเวลา จักรวาลนี่ไม่มีคำว่าสูญสิ้น เป็นอนันตา ...หมายความว่าเป็นอนันตกาล คือเหนือเวลา ว่างั้นเถอะ คือไม่มีคำว่าจบสิ้น เกิด-ดับๆๆๆ สลับอยู่ในนั้น

เพราะนั้นทรัพย์สมบัติในสามโลกนี้ยังมีอยู่ ...ต่อให้ท่านไม่เอาชาตินี้ชาติเดียว แล้วบังเอิญไปเกิดชาติหน้า ท่านก็ไปหาเอาใหม่ได้

แต่ลองสละดูสักหนึ่งชาติสิ ที่ยังเหลืออยู่นี่ ไม่เกินยี่สิบสามสิบสี่สิบปีเท่านี้ นี่ มันไม่นานหรอก ...ลองมาทำความรู้อยู่กับกายอยู่กับศีล แบบเอาเป็นเอาตายดูซิ เอาแบบจริงๆ จังๆ ดูซิ

ยอมเสียเวลาครึ่งชีวิตนี่ มาจริงจังมั่นหมายอยู่ในกองศีลกองปัจจุบันซิ ...จะได้เจอ จะได้เห็นอะไรดีๆ ในนี้บ้าง...ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

แล้วมันจะออกปากด้วยตัวมันเองว่า...รู้งี้ กูอยู่นี้ซะตั้งแต่กูยังเด็กๆ ก็ดีแล้ว ไม่น่าเลยๆ ...นี่ มันจะนึกอย่างนี้เลยนะ จากที่เคยคิดว่านอนกับผู้หญิงสบายสนุกมีสุข เดี๋ยวมันจะรู้เลย โคตรไร้สาระเลยว่ะ

เนี่ย มันบอกของมันเองนะ ไม่ใช่มีใครมาบังคับให้มันบอกหรือว่าตำราไหนมาบอกให้มันคิดอย่างนั้นนะ ...มันจะรู้สึกขึ้นมาเองว่า...ก็แค่นั้น ไม่เห็นมีอะไร 

เพราะนั้นน่ะ ความรู้เห็นในธรรม ความรู้สึกในธรรมนี่ ทำไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดผลขึ้นเอง มันไม่แค่นั้น มันจะอื้อฮือๆ มากขึ้นเรื่อยๆ อะไรอย่างเนี้ย 

อย่าใจร้อน อย่าด่วนเร็ว อย่าสงสัย ...ทำอย่างเดียว ...พอมันเริ่มคิด พอมันเริ่มกังวล พอมันเริ่มสงสัย ...รู้ตัว กลับมารู้ตัว ...นี่ ไม่เอา ช่างหัวมันๆ 

มันจะว่า...เดี๋ยวถ้าทำอย่างนั้นจะดูดีนะ เดี๋ยวทำอย่างนี้จะดีกว่ามั้ย เดี๋ยวอย่างนั้นจะได้อะไรขึ้นมาบ้างรึเปล่า เนี่ย ...ช่างหัวมัน...ไม่เอา 

กลับมารู้ กลับมารู้ไว้...ด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ มุ่งมั่นอยู่ในที่เดียวนี่แหละ เป็นต้นทางของมรรคและผล ...ไม่ต้องกลัวอับจนปัญญา


(ต่อแทร็ก 13/18  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น