วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 13/19 (1)



พระอาจารย์
13/19 (570228A)
28 กุมภาพันธ์ 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ถ้ามันว่า "ช่างหัวมันเถอะ ไม่เสียหายอะไร ไม่เสียหาย  เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นมา เดี๋ยวเราก็ทำขึ้นมาใหม่ได้" ...นี่เขาเรียกว่าไม่มีความขวนขวายในองค์ศีล สติ สมาธิ 

ปล่อยให้กิเลสมันชี้ทางออก หรือว่าชักพาออกนอกกายใจ ด้วยความเผลอเพลิน หรือสบาย เข้าใจมั้ย มันออกไป ...ก็ต้องรีบขวนขวาย...กลับ ...ไม่ได้ก็ต้องให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ต้องให้ได้ 

นี่ อันนี้ จะช้าหรือจะเร็วนี่ ...ทำไมถึงว่า อาจารย์องค์นี้แค่ห้าปีเอง อาจารย์องค์นั้นน่ะสิบปี ทำไมเร็วจังล่ะห้าปี ...เนี่ย เข้าใจมั้ย ...คือความเนิ่นช้ามันอยู่ตรงนี้

แต่ถ้ามีความขยัน ใส่ใจ นี่ มันปิดช่องว่าง เข้าใจมั้ย ปิดช่องโหว่ช่องว่าง ...คอยอุดรอยโหว่ ช่องว่างของจิตที่มันไหลเลื่อนเคลื่อนออกทางอายตนะทั้งหก 

และก็มีความใส่ใจ ไม่นิ่งดูดาย ไม่ปล่อยปละละเลย ขาดแล้วรีบต่อ หลุดแล้วรีบอุด อย่างนี้ ...ถึงอุดแล้วมันจะผลักออก อุดแล้วมันก็ผลักออกๆ ...นี่ธรรมดา 

แรงผลักออกของกิเลสตัณหา ความทะยานอยากในอารมณ์ หรือความเข้าไปซ่องเสพกับอารมณ์สุข-ทุกข์นี่ มันก็จะไป ... "อุดแล้วมันยังออกอีกโว้ย"...ก็ไม่เลิกไม่ล้มความเพียร ...นี่เรียกว่าวิริยะ

ไม่ใช่วิริยะในเจตสิกอะไรอย่างนี้หรอก ...มันเป็นภาคปฏิบัติจริงๆ มันสู้กันอย่างนี้ ...แล้วเราไม่รามือ เราไม่หยุดมือ ยกเว้นหลับ นอน...ตื่นขึ้น “เอาโว้ย” เอาใหม่เลย

พอตื่นขึ้นปุ๊บนี่ ไม่ใช่กระวีกระวาดไปแปรงฟันล้างหน้านะ ...ตื่นขึ้นปุ๊บนี่ ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมก่อน ก่อนจะขยับ หรือว่าขยับขึ้นมาแล้ว ยันตัวขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องรีบไปทำกิจธุระอะไรหรอก

กิจธุระแรกเลย...สร้างความเคยชินคุ้นเคยในกิจธุระแรก คือทำความรู้ตัวตั้งแต่หัวจรดตีน ให้มันอยู่ก่อน ให้กายมันอยู่ก่อน ให้ใจมันอยู่ก่อน ...นี่เขาเรียกว่ารวมจิตรวมใจรวมกายให้เป็นหนึ่งซะตั้งแต่หัววัน

เอ้า แล้วก็ค่อยก้าวเดินไป ฟันฝ่ากับกิเลสที่มันจะขึ้นมาเป็นระยะ คือจิตมันจะแตกตัวแล้วเดี๋ยวก็มีว่า จะต้องไปทำอะไร เดี๋ยวจะต้องนั่นนี่ ...มันก็จะคอยระมัดระวัง ทั่วพร้อมอยู่กับกาย พร้อมกับความคิด

อันนี้ยาก...ยิ่งคนทั่วไปน่ะยาก เพราะว่ามันมีกิจธุระเยอะ ...มันว่าของมันอย่างนั้นนะ  จริงๆ มันไม่มีหรอก แต่มันว่าของมันเอง เข้าใจมั้ย 

ทั้งๆ ที่ว่างงานนี่ กูก็ยังมีงานให้ทำ (โยมหัวเราะกัน) ไม่รู้จะทำอะไร มันก็บอก...โห เตรียมตัวเลย เรื่องเยอะเหลือเกิน มันมีเป็นระโยงรยางค์อยู่ในอารมณ์ในจิตนั่น

มันก็ต้องต่อสู้กัน...ด้วยการที่จะต้องทรงให้ได้ ทรงกายทรงรู้ไว้  จะขาดวรรคขาดตอนปุ๊บ ก็ต้องทรงไว้ กลับมาทรงใหม่ๆ ลงที่เดิม ...ทรงรู้ทรงกายปัจจุบันไว้

การทรง การรักษานี่ ...พวกเรานี่มันมีความเพียรตรงนี้น้อย แล้วมักจะเอาเวลามาเป็นข้ออ้าง ว่าเดี๋ยวตอนเย็นนี่จะไปทำทดแทน ทำให้เยอะเลยแหละ เนี่ย มันชอบคิดว่าอย่างนั้น

แล้วพอเย็นปุ๊บ ...ห้านาที เหนื่อยแระ “โอ้ วันนี้ชัดเลย ห้านาทีนี่” คือมันก็จะบอกตัวเองว่า "ห้านาทีก็ห้านาที...แต่ชัดนะ"  เนี่ย มันไปไม่รอด บอกให้ ...ถ้าอย่างนี้ไปไม่รอด

หมายความว่า ถ้าว่ายข้ามโอฆะสงสารนี่ ด้วยกำลังแค่นี้...ไม่รอด จม ...เนี่ย มันได้ประมาณสักห้าสิบเมตรจากฝั่ง (หัวเราะกัน) แค่เนี้ย ยังไม่รู้จะได้รึเปล่า

แต่คำว่า "โอฆะสงสาร" นี่...สุดข้ามมหาอนันตมหาจักรวาล ...แล้วกำลังขนาดพวกเรานี้นะ ความเพียรแค่นี้นะ ประมาณห้าสิบเมตร...จม เนี้ย อย่ามาถามว่าฝั่งอยู่ไหน 

อย่ามาถามเลย "หนูจะได้กี่ชาติ" ...ตอบไม่ถูกว่ะ (โยมหัวเราะกัน) มันไม่รู้จะประเมินชาติได้ประมาณไหนน่ะ ...คือกำลังของศีลสติสมาธิแค่นี้ไม่พอหรอก

ก็เรียกว่าถ้ากิเลสมันมีหน้ามีตา มีเสียงมีคำพูดนะ ...มันจะถามด้วยความเหยียดหยามว่า “มึงทำอะไรกูเหรอ” (หัวเราะกัน) “มึงทำอะไรกู๊ ...อย่าว่าแต่ดึงขนหน้าแข้งเลย กูยังไม่รู้สึกสักนิดว่ามึงทำอะไรกูเล้ย” 

เห็นมั้ย พวกเรานี่...อยู่กับกิเลสโดยความที่ว่ากิเลสมันเหยียบหยามย่ำยีนะ ...แต่เราถือว่ามันเป็นพวกเดียวกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สมัครสมานสามัคคีกันอย่างยิ่งยวดเลย

จนกว่านี่...ที่เราพากเพียร จนเห็นว่ากิเลสนี่ไม่ใช่พวกกัน ไม่ใช่พวกเดียวกับธรรม ไม่ใช่ความเป็นจริง จนกว่ามันจะหยั่งไปถึงความเป็นจริงว่า...ความเป็นจริงฝั่งความเป็นจริงนี่คืออะไร

แล้วไอ้ที่เราอยู่กับมันทั้งวี่ทั้งวันตลอดชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด และกำลังคิดจะต่อไปข้างหน้านี่ ...มันเป็นส่วนที่อยู่คนละฝั่งกับธรรมตามความเป็นจริงโดยสิ้นเชิงเลย

ทีนี้ มันจะเริ่มเฉลียวใจ เอะใจว่ามาถึงจุดนี้ มันจะต้องเลือกข้าง...เลือกข้างธรรม เลือกข้างศีลสติสมาธิ ...เพราะว่านี่คือความจริง อันนี้มันเถียงไม่ได้

ถ้าผู้ที่เริ่มใหม่ๆ มันจะตรวจสอบด้วยตัวเองว่า ถ้าอยู่ฝั่งเดิมนี่มันมีแต่เรื่องนะ...ก็ทุกข์  มันมีแต่ความอึดอัดแล้วก็เร่าร้อน มันมีแต่ความไม่สุขสบายกายและไม่สุขสบายใจเลย

แต่เมื่อใดที่มันมาอยู่ข้างฝั่งธรรมนี้...แม้จะนิด แม้จะหน่อย แม้จะไม่ได้นาน...แต่มันรู้สึกว่าไม่เหมือนตรงนั้น ...นี่ ตรงนี้...มันจะเป็นตัวที่ตัดสิน ไม่ใช่ตัวเองหรือตำราหรือคำพูดครูบาอาจารย์เป็นตัวตัดสิน 

แต่ไอ้ตัวธรรมนี่มันจะมาเป็นตัวตัดสินว่าให้เลือกข้าง แล้วน่าจะดีกว่ามั้ย มันจะตอบได้เอง ...ทีนี้ มันก็เริ่มที่จะมีความขวนขวายในธรรม มีความคร่ำเคร่งจดจ่อในธรรม ไม่ใช่ทำเพราะเชื่อครูบาอาจารย์แค่นั้น

ธรรมที่ว่านี่...ไม่ใช่ธรรมะที่เป็นสมมุติบัญญัติภาษา ธัมมวัจนะ ไม่ใช่ธรรมอรรถกถา ...แต่ว่าเป็นธรรมตามจริง คือสภาพที่ปรากฏตามความเป็นจริง 

คือธรรมหรือธรรมชาติตามความเป็นจริง หรือว่าของจริง หรือว่าสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ...ไม่ใช่ปรากฏมาแบบปลอมปน หรือว่าปรากฏอยู่ด้วยความมีมลทินครอบงำ

เพราะนั้นตัวที่จะมาแบ่งแยกธรรมนี่ ...ไม่ใช่เราหรือความเห็นของเรา ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ 

ตัวที่จะมาแบ่งแยกหรือคัดสรรธรรมนี่...ก็คือศีล สติ สมาธิ ปัญญา ...มันจะเป็นตัวกลั่นกรองธรรมว่า นี้คือธรรมตามจริง นี้คือธรรมที่ไม่จริง

ถ้าเราไม่มีตัวศีลสมาธิปัญญานี่ หรือว่าไม่มีตัวที่คัดสรรธรรมนี่ มันจะไม่รู้เลยว่าอันไหนจริง อันไหนไม่จริง ...ถ้าให้เปรียบก็คือ ศีลสมาธิปัญญานี่คือกระบวนการคิวซีในระดับต้น

มันจะกลั่นกรองคุณภาพว่า ไอ้นี่คือมาตรฐาน ...คือมันมีมาตรฐานยืนพื้นของมันอยู่ลักษณะธรรมนี่ ลักษณะธรรมตามจริง หรือลักษณะธรรมที่แท้จริงนี่

ศีลสมาธิปัญญานี่จะเป็นตัวที่เลือกได้แบ่งได้ว่า...เนี่ยคือธรรมตามจริง ...แล้วมันจะมีมาตรฐานเดียว มาตรฐานเดียวที่...เกินนี้ก็ไม่ใช่ ต่ำกว่านี้ก็ไม่ใช่

เพราะนั้นไอ้ตัวมาตรฐานเดียวนี่ ไอ้ตัวมาตรฐานเดียวที่ว่าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นลงตามโลก ตามความเห็นของคนในโลก หรือตามภาษาตามบัญญัตินี่

ไอ้ตัวมาตรฐานเดียวที่มันคงอยู่ตรงนี้ มาตรฐานนี้...ท่านเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา หรือบนเส้นทางสายกลาง หรือว่าความดำรงอยู่บนความเป็นกลาง

สภาวะนี่มันจะปรากฏอยู่...ตรงสภาวะที่เรียกว่ามัชฌิมาหรือเป็นกลาง ...ตัวมาตรฐานของธรรมนี่จะปรากฏอยู่ในเลเวลนี้ ...สูงกว่านี้ก็ไม่ใช่ ต่ำกว่านี้ก็จะไม่ใช่

เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญามันจะรักษาเลเวล ...เหมือนกับรักษาเลเวล...ที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทาหรือความเป็นกลางนี่ ...ด้วยเลเวลนี้ สภาพธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลนี่ มันจะปรากฏขึ้น 

โดยสภาพธรรมนี้จะปรากฏขึ้นเอง เป็นมาตรฐานสากล ...ต้องเข้าใจว่าสากลยังไง ...คือไม่จำเพาะคนพุทธ คนศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนา 

ผู้ใดก็ตามนี่ ถ้าทรงสภาวะที่เรียกว่ามัชฌิมานี้ไว้ คือสภาวะคิวซีที่เป็นมาตรฐานสากลนี่ จะปรากฏกับบุคคลนั้นๆ ด้วยความเป็นจริง...โดยไม่เลือก 

โดยไม่แบ่ง โดยไม่เลือกสถานะ โดยไม่เลือกความเห็น โดยไม่เลือกเชื้อชาติ โดยไม่เลือกเพศ วัย โดยไม่เลือกสถานที่ โดยไม่เลือกเวลา ...เนี่ย ของจริง

เพราะนั้นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนี่...เป็นสากล ไม่ได้จำเพาะว่าพุทธบริษัทสี่เท่านั้นหรอก 

จริงๆ น่ะ ท่านบอกว่า...สัตว์โลกทุกคนนี่  ถ้ารู้จักว่ามรรคคืออะไร ทรงสภาวะมรรคได้ ทรงศีลสมาธิปัญญาด้วยความเป็นกลางไว้ได้นี่ 

สภาพธรรมที่ปรากฏนั่นจะได้เท่ากัน และเห็นเหมือนกัน และเป็นเห็นอันเดียวกัน ...ไม่มีใครได้เปรียบกว่าใคร ไม่มีใครเสียเปรียบกว่าใครเลย 

อย่าไปคิดว่าชาวพุทธจะดีกว่านะ ...เพราะไอ้พุทธทั่วไป มันก็ไม่เห็นจะเข้าใจสภาวะนี้ซะที

แต่คนไม่ได้นับถือพุทธนี่ สมมุติว่ามีเหตุอันควรได้ยินได้ฟัง แล้วน้อมนำกายใจตัวเองให้ดำรงคงสภาพอยู่ในองค์มรรค คือด้วยความเป็นกลาง ด้วยความพอดี ด้วยความเป็นปัจจุบัน ...เขาก็เข้าใจได้

โดยที่ไม่ต้องมาปาวารณาตัวเป็นพุทธด้วย ไม่ต้องมาใส่บาตร มาสวดมนต์ มาทำบุญให้ทาน ไม่ต้องมาเรียนภาษาไทย ไม่ต้องมาอ่านพระไตรปิฎกเลย ...ขอให้รักษาคิวซีไว้ รักษามาตรฐานของคิวซีนี้ไว้

แล้วถ้ามันมีความรู้ความเชื่อแค่นี้ ถามว่าพอมั้ย ...เราจะบอกเลยว่าพอ  มึงไม่ต้องลงทุนมาอยู่เมืองไทยหรอก มึงไปทำมาตรฐานอยู่ แล้วก็อย่าให้มันต่ำกว่ามาตรฐานหรือเกินมาตรฐานของธรรมที่ปรากฏ

ทีนี้สิ่งหนึ่งที่จะต้องเข้าใจก่อน ...คือธรรมนี่เขาเรียกว่า...สัพเพธัมมา  มันหลากหลาย ใช่มั้ย มันมากมหาศาล เรียกว่าอัปปมาโน ...มันนับไม่ถ้วน

เพราะนั้น...ไอ้แค่จะให้คงคิวซีไว้นี่ กูก็จะตายห่าอยู่แล้ว ...แล้วมันยังมีธรรมที่นับไม่ถ้วน แล้วแต่ละหน้าตามันก็ไม่เหมือนกัน ...จะคงสภาวะและรักษาระดับคิวซีทุกตัวธรรม นี่ เกินกำลัง 

มันทำไม่ได้ มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าฟุ้งซ่านในธรรม ...นี่ ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญก่อนว่า ไอ้ตัวมาตรฐานของธรรม..ที่พระพุทธเจ้ารวมธรรมทั้งหมดให้มันมาเป็นหนึ่ง...คือศีล คือกาย 

แล้วก็ให้มารักษามาตรฐานของกาย...ให้อยู่ในกายที่เป็นกายคิวซี มาตรฐานของธรรม หรือมาตรฐานของธรรมชาติของกาย...ตัวเดียว 

ตัวอื่นวางไว้ก่อน ...อัปปมาโนธัมโม...วางไว้ก่อน  สัพเพธัมมา...วางไว้ก่อน  สัพเพธัมมาทุกขา สัพเพธัมมาอนิจจา สัพเพธัมมาอนัตตา...วางไว้ก่อน 

เอาธรรมเดียวนี้ก่อน เอาศีลก่อน เอากายก่อน ...แค่กายตัวเดียวกูก็จะตายห่าอยู่แล้ว ยังรักษาให้มันคงมาตรฐาน ปกติ เป็นกลาง ธรรมดา ก็ยากแล้ว

แต่ถ้ายัง...ไอ้นั่นไอ้นี่ก็จะให้มันไปอยู่ในมาตรฐานเป็นกลาง  จิตก็ให้มาตรฐานเป็นกลาง ธรรมารมณ์ก็ให้มาตรฐานเป็นกลาง เวทนาอีก เออ แล้วรูปเสียงกลิ่นรสที่กระทบ ความเป็นไปในอดีต-อนาคต 

เหล่านี้ล้วนเรียกว่าธรรมทั้งนั้น ...แล้วจะมาเรียนธรรมทุกอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ไม่มีทางแจ้งได้เลย จะไม่มีทางเข้าใจธรรมแม้แต่หมวดหมู่เดียวเลย

พระพุทธเจ้าท่านจึงสงเคราะห์ธรรมมาลงเป็นไตรสิกขา คือศีลสมาธิปัญญา ...แล้วก็รักษากายนี้ตัวเดียว คงมาตรฐานกายนี้ตัวเดียว เป็นกลางกับกายนี้อย่างเดียว เอาตัวนี้ให้ได้ก่อน


ให้มันเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องเดียวก่อน คือเรื่องกายเรื่องศีลก่อน ...แล้วไม่ต้องกลัว...ธรรมนี้จึงจะกระจาย แผ่ขยายออกไป ครอบคลุมสามโลกธาตุเอง...เรียกว่ามหาศีล


(ต่อแทร็ก 13/19  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น