พระอาจารย์
13/16 (570225A)
25 กุมภาพันธ์
2557
(หมายเหตุ : ในแทร็กนี้พระอาจารย์สอนพระภิกษุด้วย จึงมีบางส่วนใช้คำกล่าวในลักษณะที่พระท่านใช้สนทนา)
พระอาจารย์ – ธรรมนี่ ฟังธรรม คำว่าธรรมนี่มันมากมายมหาศาล ...เรียกว่าสรรพสิ่งเป็นธรรม มากจนไม่สามารถคณานับได้ หมายความว่าเป็นอจินไตย
เป็นคำว่าไม่มีจบและสิ้นเลย ...ธรรมนี้ไม่มีประมาณ
เพราะนั้นการเรียนรู้ธรรม...ซึ่งมันไม่มีประมาณนี่ มันจะรู้ได้ยังไงหมด มันจะฟังกันได้ยังไงหมด มันจะเข้าใจในธรรมได้ยังไงหมดทุกธรรมไป
เพราะธรรมนี่มันไม่มีประมาณ ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่มีที่จบสิ้น ...นี่ ความหมายที่แท้จริงของธรรม
และการปฏิบัติธรรมนี่
ก็ชื่อว่าการปฏิบัติธรรม ...แล้วมันจะปฏิบัติกับธรรมไหนล่ะ
จะเอาธรรมไหนมาเป็นธรรมปฏิบัติล่ะ ในเมื่อธรรมนี่มันไม่มีประมาณ
ทีนี้
มันก็เกิดภาวะที่จะเฟ้นธรรมเลือกธรรมกันล่ะ เลือกธรรม...กับเลือกทำ มันจึงเกิดความสับสนในธรรมที่จะมาเป็นธรรมปฏิบัติ ...มันเหมือนเบี้ยหัวแตก
ทีนี้นักปฏิบัติธรรมก็มักจะอ้างไปตามสำนัก อาจารย์องค์นั้นองค์นี้
หรือตำราเล่มนั้นเล่มนี้ ว่าอันไหนล่ะที่มันจะถูกจริต ...นี่ อ้างจริตแล้ว
จริตคืออะไร
คือความอยาก คือความพอใจของกูอ่ะ นั่นแหละคือจริต ...ก็อ้างกันไป
เพื่อจะหาธรรมที่ถูกจริต มาเป็นธรรมปฏิบัติประจำเนื้อประจำตัว
(ถามพระ) อย่างท่านนีี่ ...ถูกจริตกับสมาบัติรึเปล่า
ชอบใช่มั้ย ...เนี่ย ถูกจริต อยากได้ฤทธิ์ อยากรู้เห็นนู่นนี่ อยากเก่ง ...เห็นมั้ย นี่ ถูกจริตในธรรมของกู
คือในธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนน่ะ แล้วกูก็ไปหาไอ้ที่มันตรงกับไอ้ที่กูชอบ เป็นธรรมที่กูชอบ เนี่ย การฟังธรรม
ก็จะไปตามธรรมที่กูชอบ ...กูคือใคร เนี่ย กูคือเรานั่นน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก
เพราะนั้นมาฟังธรรมนี่ ...ที่เราแสดงธรรมสอนธรรมนี่ เราไม่ได้สอนธรรมของเรา เราไม่ได้เอาธรรมของเรามาสอน ...แต่เราแสดงธรรมตามความจริง
เราแสดงธรรมตามพระพุทธเจ้าท่านบอก ...ไม่ใช่ธรรมของเรานะ และเราก็ไม่สอนให้ใครมาทำตามเรา ...แต่เราสอนให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร
พระพุทธเจ้าท่านเป็นครูบาอาจารย์ศาสดาเอกของโลก...สามโลก ท่านเป็นศาสดาเอก
หน้าที่ หรือว่านิสัย หรือว่าความเป็นพระพุทธเจ้านี่ ท่านจะรวมธรรมทั้งหมดเลย สวากขาตธรรม ...แล้วมาคัดเลือก มาจำแนก มาแยกแยะ มาวาง หลักธรรม เป็นหมวดหมู่ขึ้นมา...จากธรรมที่ไม่มีประมาณนี่
ซึ่งในโลกสามโลก...ไม่มีใครสามารถทำได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะเอาธรรมที่หลากหลาย ที่มันมีอยู่ในสามโลกนี่
แล้วมารวมเป็นหลัก เป็นหัวข้อธรรม มาเป็นหมวดหมู่ธรรมจำเพาะ
แล้วก็แยกแยะว่า...อันไหนควร อันไหนไม่ควร อันไหนจะต้องเริ่มยังไง
จะเอาธรรมไหนมาเป็นหลักการปฏิบัติที่จำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งไปตามลำดับลำดา ...นี่ท่านเป็นผู้จำแนกธรรม
สุดท้ายก็เพื่อให้เข้าถึงเญยธรรม คือธรรมที่นำไปปฏิบัติแล้วเป็นไปเพื่อหลุดและพ้น คือธรรมที่ตรง...ที่ใช่ ...ไม่มีใครในโลกมนุษย์
ในสามโลก เก่งเกินพระพุทธเจ้าในการสอน หรือว่าจำแนกธรรม
พระอริยะทุกองค์ล้วนแล้วแต่อาศัยธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านจำแนกและวางไว้นี่ มาเป็นแนวทาง มาเป็นแผนที่ เพื่อเดินตาม เพื่อทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะไว้ดีแล้ว
ควรแล้ว ถูกแล้ว ตรงแล้ว ชอบแล้ว โดยไม่ลังเลสงสัย
ถ้าเรามองข้ามความเป็นเลิศของพระพุทธเจ้านี้ไป ...มันก็จะไปติดไปคาอยู่กับความคิด ความเห็น ความเชื่อ กับบุคคล อาจารย์ หรือติดกับตัวเอง
แล้วก็นำเอาความคิด ความเห็น ความเชื่อ ของคนนั้นคนนี้ กับของตัวเองน่ะ มาเป็นหลักการปฏิบัติ ...นี่ มองข้ามพระพุทธเจ้าแล้วนะ
เพราะนั้นสิ่งที่เราจะแนะจะบอกนี่
ก็คือหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านชี้แนะมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว
ไม่ใช่ได้มาด้วยเรา ...เพราะนั้นเวลาพูดไม่ต้องอ้างอิงเรา อ้างอิงพระพุทธเจ้าได้เลย
พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้ ...คือรวมธรรมทั้งหมดแล้วก็มาจำแนก...วางเป็นหลักธรรมไว้
เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านไปรวบใบไม้ขึ้นมากำมือนึงแล้วก็บอกว่า...ธรรมที่เราตถาคตรู้เหมือนใบไม้ในป่า มากมายเหลือคณาที่จะนับได้
แต่สิ่งที่เราสอนนี่...แค่ใบไม้ในกำมือ
นี่ ต้องเข้าใจกันนะ ...เพราะนั้นท่านวางหลักอะไรไว้นี่
หมายความว่านั่นน่ะจำเป็น นั่นน่ะควรอย่างยิ่ง
เพราะนั้นหลักธรรมที่จำเป็นและควรอย่างยิ่ง ที่เป็นหมวดหมู่ธรรมที่มันสงเคราะห์
เพื่อให้เป็นไปสู่ความรู้แจ้งรู้จริง จนละและวาง จนหมดและสิ้น ...มีไม่กี่หลักหัวข้อธรรมหรอก
หลักใหญ่ก็คือ...มรรคมีองค์แปด ...ซึ่งหลักการปฏิบัติในการที่จะเอามรรคมีองค์แปดหรือมรรคทั้งแปดนี่มาใช้ในชีวิต ในการดำรงชีวิต ในการดำเนินชีวิตนี่...ก็คือหลักสาม
เรียกว่าไตรสิกขา
คือศีล สมาธิ ปัญญา ...เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่า เป็นอริยสัจสี่อย่างไร ...นี่ หัวข้อธรรมจริงๆ
หลักธรรมในการนำมาปฏิบัติน่ะ จริงๆ มีอยู่แค่นี้แหละ
เพราะนั้นถ้าจะให้ขมวดลงมาอีก
ถึงว่าธรรมที่จะนำมาปฏิบัตินี่ ...มีอยู่แค่ ๓ ข้อ มีอยู่สามหมวดธรรมเท่านั้นเอง
เห็นมั้ยว่า ท่านขมวด แล้วขมวดเข้ามาๆ จากธรรมที่ว่าเหลือคณานับไม่ได้นี่ ...เหลือขมวดมาแค่หลักธรรม ๓ หลักใหญ่ ที่เอามาใช้เป็นเบื้องต้น คือศีลสมาธิปัญญา
พอท่านขมวดธรรมมาเหลือแค่
๓ หลักธรรมใหญ่ๆ เพื่อนำไปสู่หลักของการปฏิบัติแล้วนี่ มันมีแค่ ๓ ข้อคือศีล สมาธิ
ปัญญา...ที่พอมาเข้าปฏิบัติจริงๆ แล้ว ศีลสมาธิปัญญายังขมวดเข้าไปอีก
แค่สามตัวนี่ก็ยังงงเลยนะ ...ศีลแปลว่าอะไร คืออะไร สมาธิแปลว่าอะไร คืออะไร ปัญญาแปลว่าอะไร คืออะไร ...นี่ก็ยังแตกกระสานซ่านกระเซ็นออกไปเป็นธรรมอันหลากหลายเข้าไปอีก
เพราะนั้นเวลาเข้ามาปฏิบัติจริงๆ
ท่านเลยขมวด ๓ ตัวนี่ให้มันมาเหลือแค่ ๑ ก่อน...เป็นพื้นฐาน เป็นศูนย์รวม ...เห็นมั้ย
เป็นศูนย์รวมหรือว่าศูนย์กลาง
จากที่มันเป็นยูนิเวอร์ส หรือว่าเป็นอนันตา
อัปมาโนธรรมโม ไม่มีประมาณนับไม่ได้นี่ ...สุดท้าย พอมาเริ่มปฏิบัติ
มันจะขมวดลงมาอยู่ที่ศูนย์รวมหรือว่าศูนย์กลางก่อน คือเป็นหนึ่ง...ศีลเป็นหนึ่งก่อน
เพราะนั้นการที่มันจะขมวดรวมให้ศีลเป็นหนึ่ง ...เบื้องต้นเบื้องแรกเลย
ก็ต้องทำความเข้าใจในความหมายของคำว่าศีล...โดยความถ่องแท้
ซึ่งความถ่องแท้ของศีลในระดับพวกเราพวกท่านนี่ ...การจะเข้าไปศึกษาถึงความถ่องแท้ในระดับของศีลนี่คือปัญญาในลำดับแรก
ซึ่งปัญญาในระดับพวกเรานี่ ก็คือมันจะได้ปัญญาในระดับที่เรียกว่า สุตตะ กับ จินตา …สุตตะ คือฟังนี่แหละ ได้ยิน...แล้วจินตา คือน้อมคิดตาม พิจารณาตาม ...มันจะได้ระดับแค่นี้เอง ไม่ได้มากกว่านี้หรอก
ส่วนปัญญาในระดับภาวนามยปัญญา
ที่มันจะเกิดความรู้จริงรู้แจ้งในองค์ศีล ในองค์เนื้อแท้ธรรมแท้ของศีลจริงๆ นี่ ...พวกเรายังเข้าไม่ถึง
เพราะมันจะต้องอาศัย สุตตะ จินตา จากการฟัง ได้ยิน
แล้วก็คิดตามเนื้อภาษาธรรม...ที่แปลมาโดยสมมุติบัญญัติภาษา ...นี่เป็นธรรมแปล เป็นภาคแปลมานะ ...ไม่ใช่ธรรมจริงๆ
ที่พูดนี่คือเป็นธรรมภาคแปลมาจากความจริง...ซึ่งไม่มีคำพูด ...ก็เลยต้องแปลมาเป็นภาษาพูดให้ฟังกัน
แล้วพวกเราก็ตีความตามภาษาให้เข้าใจ เพื่อเป็นบาทฐานที่จะน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดปัญญาในระดับที่เข้าถึงตัวศีล...เป็นอันดับต้น
มันจะได้ไม่เกิดอาการมวยวัด เข้าใจคำว่ามวยวัดมั้ย หรือวัดวา
หรือว่าออกลูกมั่ว มั่วไปมั่วมา จับแพะชนแกะ
จับไปทั่ว สะเปะสะปะ ...เหมือนคนตาบอด
เหมือนคนหิวน้ำแล้วหาบ่อน้ำไม่เจอ มันหิวกระหาย ทุรนทุราย เร่าร้อน แล้วมันกำลังจะหาน้ำ ...ซึ่งมีบ่อน้ำอยู่บ่อนึงในโลกสามโลกนี่ น้ำบ่อนี้สะอาดบริสุทธิ์ อาบดื่มกินแล้วจะทุเลาจากความร้อนเร่าหิวกระหาย
พวกท่านก็วิ่งวนค้นหาอยู่ในสามโลก ซึ่งเขาบอกมันมีน้ำบ่อนี้อยู่ในสามโลกนี่
แต่มันไม่รู้อยู่ตรงไหน อย่างนี้ ...นี่เขาเรียกว่ามวยวัด ไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศ
แล้วจะทำยังไง ...พอดีมีเนวิเกเตอร์
ผู้ชี้นำมีอยู่ ก็จะมาบอกว่า ให้เดินไปทางนี้สิ แล้วจะเจอบ่อน้ำ เนี่ย เชื่อป่าวๆ
ผู้ถาม – เชื่อครับ
พระอาจารย์ – เชื่อแต่ปาก มันยังเชื่อไม่จริง ...อันนี้เป็นทุกคน ไม่ผิดนะ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ ...เพราะมันจะมีความเชื่อของตัวเองอยู่ด้วย
เข้าใจมั้ย
เช่นว่า “เอ๊ะ ก็เคยเดินไปทางนู้นนะ ฉันก็ว่าน่าจะใกล้ๆ บ่อเหมือนกัน
แล้วฉันก็เคยได้ยินคนนั้นเขาพูดว่าเขาเดินไปแล้วก็เจอบ่อนะ
แล้วคนพูดนั่นโดยฐานานุฐานะของเขานี่น่าเชื่อว่ะ” ก็เลยไปเดินอย่างนั้น
แล้วทีนี้ไอ้ฐานานุฐานะของเรานี่ก็ค่อนข้างน่าเชื่อ และก็น่าไม่เชื่อได้เหมือนกัน ...นี่ เห็นมั้ย มันจะมีอยู่ ความลังเลและสงสัย ...เป็นธรรมดา เราไม่ว่าเลย
เพราะมันเป็นสันดานของปุถุชน มันถึงเกิดตายมานับภพนับชาติไม่ถ้วนไง เพราะไอ้ความเชื่อที่มันหลากหลายนี่เอง ...มันไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ใช่มั้ย
เพราะนั้น สุตตะและจินตานี่ ถ้าไม่มีนะ...มันจะเข้าไปสู่ภาวนามยปัญญาที่จะเป็นเส้นตรง เส้นมรรค
หรือว่าเส้นทางจะเข้าไปสู่บ่อน้ำแบบตรงเป๊ะไม่คลาดเคลื่อนเลยนี่ไม่ได้
แล้วก็สุตตะและจินตานี่ ไม่ใช่แค่ฟังเพียงครั้งหรือสองครั้ง...เสร็จแล้วว่าเข้าใจแล้วทำสำเร็จได้ ...มันไม่ได้หรอก ...เพราะอะไร...เพราะมันโง่
ทำไมถึงโง่ ...ก็ถ้าไม่โง่ มันไม่มาเกิดในสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่หรอก ถ้ามันฉลาดกว่านี้นะ มันก็ไปเกิดไล่ๆ กับพระพุทธเจ้า
หรือไปเกิดป๊ะหน้ากับพระพุทธเจ้าแล้วสิ
นี่ รวมทั้งเราด้วย...ก็โง่ ถึงมาอยู่ตรงนี้
ถึงมาเกิด พ.ศ.นี้ ใกล้ๆ หรือหลังกึ่งพุทธกาล ...นี่ โง่ไง เพราะนั้นการที่มันจะชัดเจน ชัดจริง ต่อทางที่จะไปสู่บ่อน้ำนี่ มันจึงเลือนราง ...มันเลือนราง
และเสียงลือเสียงเล่าอ้างในสามโลกนี่ก็ระเบ็งเซ็งแซ่ว่า ทางโน้นก็ใช่ ทางนั้นก็ใช่ ทางนู้นก็มี ทางนี้ก็เร็ว ทางนั้นก็เคยไปมาแล้ว ...เนี่ย โทษใครไม่ได้เลย กรรมและวิบากมันส่งให้มันต้องเป็นอย่างนั้น
เพราะนั้นในลักษณะที่ผมพูดให้ท่านฟัง
ก็คือหนึ่งในเส้นทางที่จะเสนอ ทางไปบ่อน้ำทิพย์ บ่อน้ำของอริยะ ...เชื่อ-ไม่เชื่อ
เรื่องของท่าน ฟัง-ไม่ฟัง เรื่องของท่าน
คือไอ้ฟัง-ไม่ฟังนี่ มันมานั่งอยู่นี่
ยังไงก็ต้องฟัง ปิดหูไม่ได้ ก็ต้องฟัง ...แต่จะคิด-ไม่คิด ฟังไปนานๆ
เดี๋ยวมันก็คิดเองน่ะ เพราะนั้นสุตตะกับจินตามันถูกบังคับให้ต้องเกิดแล้ว
เพราะมาอยู่ต่อหน้าเรานี่
แต่ภาวนา...ไม่รู้ การภาวนาที่จะไปทำให้ถึงนี่...ไม่รู้ ...เป็นเรื่องส่วนตัว
อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ...ช่วยไม่ได้ ช่วยได้แค่นี้ก่อน
แต่การฟัง
คิดตาม นึกน้อมไปตาม หลายๆ ครั้ง ...เหมือนน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน ...มันก็ค่อยๆ
คล้อยตาม
เนี่ยพวกเรามันจะต้องเป็นประเภท ค้อนตอกสิ่ว ...ถ้าไม่ตอกมันไม่กินเนื้อไม้
ขึ้นรูปไม่ได้ ...มันก็เลยต้องฟังแล้วฟังเล่า
เหมือนกับเราฟังเทศน์หลวงปู่น่ะ
ตีสามฟัง-ทุ่มนึงฟัง ฟังๆๆ ไม่ว่างเว้น ...ทั้งๆ ที่ฟังแรกๆ ไม่รู้เรื่องเลยท่านเทศน์อะไร
มั่วไปหมด ....ขนาดท่านเทศน์ตรงแล้วนะ คนฟังเรายังว่าหลวงปู่ท่านเทศน์มั่ว
แล้วจะให้ปฏิบัติยังไงยังไม่รู้เลย ไปว่าท่านซะอีกนะ นี่ สันดานๆ ช่างโทษช่างติ ...จริงๆ ท่านเทศน์ตรงจะตายชัก หลังๆ ภาวนามาค่อยเห็น...เออ นี่ท่านพูดไม่ผิดเลย
ไอ้เรานี่คิดผิดเองก็เลยหลง
นี่
แต่ก็ฟังแล้วฟังเล่า เพื่อให้เกิดสุตตะ-จินตาๆ ภาวนาไปแบบลักปิดลักเปิดมั่วๆ
ซั่วๆไป ...แต่สันดานที่ดีของเรามันมีอยู่อย่างนึงคือ...มันทำไม่ถอย ไม่ยอมแพ้
ที่จะค้นหาบ่อน้ำนี้ให้เจอ
(ต่อแทร็ก
13/17)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น