วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แทร็ก 13/20 (2)


พระอาจารย์
13/20 (570228B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กุมภาพันธ์ 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  13/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ถ้าไม่ปฏิบัติให้เข้าถึงกาย ถ้าไม่ปฏิบัติให้เข้าถึงใจแล้วนี่ ...มันจะเอาความจริงที่ไหนมาลบล้างล่ะหือ จะเอาความเป็นจริงจากไหนมาลบล้างความไม่จริงที่ไอ้ห้อยไอ้โหนหรือว่าอวิชชามันว่า

จะเอาความเป็นจริงในตำรามาลบล้าง...มันก็ไม่เชื่อ  เอาความเป็นจริงจากคำพูดคนนั้นคนนี้...มันก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ...มันก็แกล้งๆ เชื่อไป เดี๋ยวมันก็ไม่เชื่อใหม่

อ่านหนังสือมา ซึ้งในธรรมว่า...โอ มันไม่ใช่เราจริงๆ นะนี่  พิจารณาอ่านมาแล้ว อ่านแล้วอ่านอีก เข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่เราจริงๆ ...แป๊บนึง เป็นเราอีกแล้ว ...นี่ มันไม่เชื่อ ไม่เชื่อจริงๆ เห็นมั้ย

เพราะนั้นมันจะลบล้างความเห็นที่มาจากอวิชชานี่...ด้วยปัญญาตัวเดียวเท่านั้น ก็คือภาวนามยปัญญา ...คือปัญญาจากใจนั่นเอง ปัญญาที่ออกมาจากใจ

ปัญญาคือแสงสว่างที่ออกมาจากใจนั่นเอง ...แล้วเราทำยังไงให้ใจมันเปิด แค่นั้นเอง แสงสว่างมันก็สาดส่องออกมา...ถึงไหนก็ถึงนั้นน่ะ ได้แค่ไหนถึงแค่นั้น มันก็จะแจ้งเท่านั้น

เมื่อลบล้างสิ่งที่มันปิดบังห่อหุ้มใจ...ในระดับที่เรียกว่านิวรณ์ ๕ ...ก็คือสัมมาสมาธิ ปึ๊บนี่ ในระดับนี้ มันจะแจ้งอยู่ในกองขันธ์ กองกาย โดยตลอด  

ความสว่าง กำลังของความสว่างนี่  มันได้ไกลแค่ขอบเขตปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ...เกินนี้ไป...หมดกำลัง บอกให้เลยนะ กำลังแรกนี่มันจะหมดกำลังเลย

ถ้าเกินกายออกไปนี่ แสงสว่างไปไม่ถึงหรอก มันไปไม่ถึง ...มันติดอยู่แค่รูปขันธ์ รูปกาย  มันติดกรอบของรูปกายอยู่ ...ได้แค่นี้เอง

แล้วก็เพียรพยายามรักษาความสว่างกายสว่างรู้ไว้ อย่าไปเห่อเหิมออกไปข้างนอก หรือไปรู้ข้างหน้า หรือไปรู้ไกลกว่านี้ เป็นธรรมละเอียดกว่านี้ ไกลกว่านี้...ไม่เอา

จนกว่ามันจะพอกัน พอที่จะลบล้างความเป็นกายเรา ลบล้างความปรากฏขึ้นของกายชาย-กายหญิงขึ้นมาอย่างจริงจังมั่นหมาย  มันก็จะถูกลบล้างไป...ความเห็น

มันก็ลบล้างไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ความเป็นกายเรา กายชาย กายหญิง แล้วก็ลบล้างกายสวยกายงาม ...ซึ่งกายชายกายหญิง กายสวยงามนี่  มันจะไปลบล้างกันตรงที่ “รูปกาย” 

แสงสว่างของใจนี่มันก็จะส่องไปถึงที่สุดของกรอบรูป กรอบรูปกรอบกาย ...เพราะนั้นกรอบรูปกรอบกายจริงๆ น่ะ ไม่ใช่แค่หนังนะ ...ยังมีรูปหุ้มอยู่ 

มันก็ทำลาย ...พอรูปนี่ถูกทำลายปุ๊บ ตรงนี้ ความสว่างของปัญญาเมื่อรูปนี่ถูกทำลาย ปุ๊บ ตัวนิวรณ์ทั้งหมดถูกทำลายหมด ...ความสว่างระดับที่ออกมานี่กระจัดกระจาย...ใจ ความสว่างของใจนี่ 

ตรงนี้มันจะมาเรียนรู้รายละเอียดทั้งหมด ด้วยความชัดเจน ไม่อึมครึม ...นี่ เห็นมั้ยว่าทุกอย่างมันจะต้องเป็นตามลำดับขั้น เป็นไปตามลำดับภูมิปัญญา  จะไม่ลักลั่นกันเลย ไม่มีจับแพะชนแกะกันมั่วไปหมด

ก็อย่างที่บอกน่ะ ไม่งั้นก็จะมีพระโสดาบันไปเป่านกหวีด (หัวเราะกัน) เดี๋ยวมีพระอนาคาไปเป่านกหวีดกับเขาอย่างนี้ ...มันเอาอะไรไปเป่า หือ เอากิเลสเป่าหรือเอาธรรมเป่า  

ถ้าธรรมคงไม่เป่า ถ้ากิเลสน่ะเป่า ...เพราะธรรมไม่มีแรงเป่า เพราะมันจะเป่าลบล้างกิเลสอยู่ภายในเท่านั้น ไม่ลบล้างกิเลสผู้อื่นเลย จะไม่ลบล้างโลกเลย จะไม่ลบล้างความเป็นไปของโลกเลย

เพราะในระดับอริยะเบื้องต้นนี่ จะเข้าใจแล้วว่า โลกนี้ ขันธ์นี้...ลบล้างไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีอำนาจไหนไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติขันธ์ ธรรมชาติโลกได้ 

ไม่มีอำนาจไหนในสามโลกธาตุที่จะไปเปลี่ยนแปลงทุกขสัจ...คือความปรากฏขึ้นของทุกข์ คือความปรากฏขึ้นของปัจจุบัน คือความปรากฏขึ้นของทุกสรรพสิ่งได้

นี่ ท่านรามือแล้ว ท่านถอนมือออก ...นี่แค่เบื้องต้นน่ะ ก็ถอนมือแล้ว  อย่าไปพูดถึงอนาคานะ...ไม่มีได้เอื้อมไปแตะเลยโลกนี่


โยม –  แต่เขาก็พูดว่าที่ทำนี่ เพราะท่านเข้าไปช่วยชาติ แม้กระทั่งโสดาบันที่เขาพูด

พระอาจารย์ –  มันเป็นข้ออ้างของจิตเรา จิตที่ปรุงขึ้นมาเท่านั้นเอง


โยม –  แล้วโยมก็เถียงว่า ถ้ามันไม่มีชาติ

พระอาจารย์ –  ถ้ายังมีโลกให้เราแก้นะ มันก็ไปเกิดในโลกนั้นสิ ใช่มั้ย 

มันยังมีโลกที่มันคาดหวังอยู่ใช่มั้ย ยังมีโลกอดีต-อนาคตอยู่ใช่มั้ย ...แล้วมันจะมีกายที่ตัวเองจะไปเสพส้องสุขนั้นในอนาคตใช่มั้ย แล้วมันยังมีกายผู้อื่นที่จะได้ไปเสพอยู่ในโลกนั้น

ถามว่าการเกิดจบสิ้นมั้ย มันเป็นไปเพื่อความลบภพและชาติมั้ย ...ไม่ต้องพูดถึงภพเลยนะ ชาตินี่มันไปฉายแววอยู่ตรงนั้นแล้ว จริงจังมั่นหมาย...ถึงขนาดลงทุนลงแรงไปเป่านกหวีดนี่ ถามว่าจริงจังมั่นหมายมั้ย


โยม –  ท่านอาจจะไม่ได้เป่านะคะ แต่ท่านถูกฉุดเข้าไปร่วมด้วย ด้วยความเห็นว่าตรงนั้นน่ะถูกแล้ว 

พระอาจารย์ –  ขึ้นชื่อว่าโทษนี่ไม่มีคำว่าครุโทษ ลหุโทษ ...มึงผิดก็คือมึงผิด โทษก็คือโทษ ไม่มีคำว่าหนักเบา ผิดก็คือผิด บอกให้เลย

ต้องเด็ดขาดนะ...กับกิเลสนี่ ไม่มีอ่อนข้อเลยนะ ...ถ้ามีช่องว่า เออ นิดหน่อยน่า เผื่อไว้หน่อย...นี่มีการยักไว้ด้วยนะ  แล้วนั่น...จะโดนมันทุบหัวเอาตอนหลังน่ะ บอกให้

ถ้าไม่เด็ดขาดแล้วเป็นไปไม่ได้เลย ...เราปฏิบัติมานี่ เราไม่เคยอ่อนข้อให้กิเลสเลยนะ เราไม่เคยอ่อนข้อให้จิตคิดนึกปรุงแต่งเลยนะ ไม่ว่ามันจะคิดดีก็ตาม ไม่ว่ามันจะคิดชั่วก็ตาม 

ไม่ว่ามันจะคิดเป็นบุญก็ตาม ไม่ว่ามันจะคิดเป็นบาปสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน บุญยิ่งใหญ่มหาศาลก็ตาม ...ละได้โดยไม่อาวรณ์ ทิ้งโดยที่ไม่มีคำว่าอ้อยอิ่งกับมันเลยน่ะ

เราทำของเรามาอย่างนี้ แล้วเราก็จะสอนให้ทุกคนทำอย่างนี้ ...เราไม่เคยสอนให้ใครอ่อนข้อกับความดีความเลวในโลกนี้เลยนะ อย่าว่าแต่...ละแต่ความชั่วนะ...ดีกูก็ให้ละ ...ไม่เอา ข้างหน้าไม่ให้มี 

อย่าว่าแต่หน้าไปถึงสิ้นชาติเลย หน้าไปแค่อณูนึงของจิตนี่...ยังให้ละเลยน่ะ ...แล้วรับรอง ถ้ามันตั้งใจได้อย่างนี้ ทำจริงได้อย่างนี้...มันไม่ต้องถามหานิพพานเลยนะ 

เพราะนิพพานมันอยู่ตรงนี้ มันไม่ต้องไปถามหาที่อื่นเลย ...แต่ว่าพวกเรามันไม่กล้า มันไม่เด็ดเดี่ยว มันไม่เด็ดขาดน่ะ  มันมีข้อแม้ มันมีเงื่อนไขมาซัพพอร์ทจิตเราอยู่ตลอด

เอาเรื่องของคุณงามความดี เอาเรื่องของการทำเพื่อผู้อื่น เพื่อโลก เพื่อความสุขสงบสันติของคนในโลก เอาพวกนี้มาเป็นข้ออ้างน่ะ...เพื่อการเกิด เพื่อการสืบเนื่องของเรา ของเขานะ

คือธรรมะ...ศีลสมาธิปัญญานี่  ดูเหมือนเป็นธรรมที่เรียกว่า...ตัดเป็นตัดตายกันเลย  

มันตัดขาดก็คือ มันไม่เลี้ยงจริงๆ นะ ...มันไม่เป็นธรรมที่เข้าไปหล่อเลี้ยงกิเลสเลยนะ มันไม่เป็นธรรมที่เข้าไปสนับสนุนกิเลส ไม่ว่าอณูใดอณูหนึ่งเลย  ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อยกเว้นเลยนะ 

ถ้าเป็นศีลสมาธิปัญญาจริงๆ แบบยิ่งยวดจริงๆ นะ ...จะไม่มีคำว่าอ่อนข้อ จะไม่มีคำว่าปล่อยเลยตามเลย จะไม่มีคำว่า...เออ ไม่เป็นไรหรอก จะไม่มีคำว่า...เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่

มันจะไม่มีโอกาสได้มาเอื้อนเอ่ยโอษฐ์มาเป็นภาษาวจีสังขารในจิตได้เลย ...ตายลูกเดียว บอกให้เลย ตายลูกเดียว เรียกว่ามันตัดเป็นตัดตายกับกิเลสซะตั้งแต่บัดนั้น ตั้งแต่ลงในวิถีของมรรคเป็นต้นไปเลย

ไม่มีคำว่าอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ความคิด ความนึก ความปรุงแต่งใดๆ เลย ...ถึงแม้จะไม่ขาดลงใน ณ ที่นั้นก็ตาม แต่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจมันอีกต่อไป

มันรู้เช่นเห็นชาติกันแล้วน่ะ มันรู้เช่นเห็นชาติแล้วว่า...นี่มันพาให้กูลงนรก พาให้กูไปตรากตรำ พาให้กูไปข้องแวะเกาะเกี่ยวกับวัตถุบุคคล ...มันเป็นทุกข์ทั้งสิ้น

นี่มันเห็นว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย ...ถึงแม้ว่าจะดับไม่หมด มันยังมี และมันยังเชื้อเชิญอยู่ก็ตาม  แต่จะไม่ยอมเลยที่จะอยู่ใต้อำนาจของมันด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง...จะไม่ยอมเลย

เพราะนั้นถ้าท่านอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะ อยู่แล้วมันรู้สึกว่าไม่ไหว หรือว่าทนไม่ได้จริงๆ ...ท่านหนีเลย  หมายความว่าท่านจะไม่อยู่ตรงนั้นเลย...เพื่อรักษาศีลสมาธิปัญญาของท่าน

เคยเห็นประวัติครูบาอาจารย์บ้างไหม อย่างเวลาท่านไปเจอผู้หญิงคนรักเก่าอะไรอย่างนี้ แล้วท่านเดินจงกรมของท่านแล้วรู้สึกไม่ไหว ...ท่านทำยังไง

ท่านไม่ได้ถือดาบไปฟันผู้หญิงนั่นนะ หือ ท่านไม่ได้ลบล้างโลกนะ ท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเหตุภายนอกนะ แต่ท่านแก้ภายใน ...ท่านรู้ว่าจริงๆ น่ะ ถ้าท่านทนได้...ท่านจะทน ท่านจะไม่หนี

แต่ท่านประเมินกำลังแล้วว่าในระดับจิตอริยะภูมิขั้นต่ำนี่...ไม่รอดแน่ๆ  แล้วมันเกิดความข้องแวะ เนิ่นช้า ...ท่านก็ใช้อุบาย หนี หรือหลีกเลี่ยง หลีกเร้นซะ

แต่ไอ้ตอนที่ตัดสินใจจะหนีนี่ มันจะต้องรับทุกข์อย่างใหญ่หลวง ...เพราะระหว่างที่อยู่นี่ มันยังได้เห็น มันยังได้ยิน มันยังได้สัมผัสด้วยสุขเวทนาทางตาทางหู

เห็นมั้ย เห็นตัวซัพพอร์ทรึยัง ... ทุกข์นี่ ตัวที่มาซัพพอร์ทหรือว่าซึมซับทุกข์นี่ ที่มันเกิดสุขเวทนาทางตากับสุขเวทนาทางหูได้บ้าง มันจะต้องสูญเสียหมดเลย

เพราะนั้น ทุกข์น่ะมันจะสุมรวมหมดเลย ...แต่ท่านก็คิดสะระตะแล้ว น่าจะรอด  ถ้าอย่างนี้น่าจะรอด ถ้าอย่างนี้ไม่รอด ติด แล้วก็ช้า ถึงรอดก็ช้า ...ก็ไป ไปตายเอาดาบหน้าล่ะวะ

เพราะนั้นท่านจะแบกทุกข์ไปทั้งแท่งเลย แล้วก็ต้องไปพันตูกันอยู่อย่างนั้น...คือโดยสัญญาน่ะ

มีที่ไหนเอานกหวีดไปไล่เขา หือ คงไม่มีนะ ...พระอริยะโดยพื้นฐานท่านเลยนะ ท่านไม่ปฏิเสธในการปรากฏขึ้นทั้งหลายนี้ ท่านไม่โทษเวรโทษกรรมนี้

ท่านโทษที่ท่านยังแก้ไม่ได้ ท่านโทษที่ตัวท่านมันเลว ท่านโทษที่ตัวท่านยังมีกิเลส ท่านโทษว่ากิเลสทั้งหลายทั้งปวงนี่มันต้องแก้ลงที่นี้ ...ไม่ได้แก้ที่นั้น

ไม่ได้แก้ที่บุคคล ไม่ได้แก้ที่สถานที่ ไม่ได้แก้ที่เหตุการณ์ ...แล้วจะต้องให้ทุกอย่างนี่มันลงล็อค เราถึงจะแก้ได้ หรือถึงจะแก้ “เรา” ได้ ...ท่านไม่คิดอย่างนั้น

นี่คือภูมิปัญญาของอริยะเลย ท่านเห็นว่าที่ตั้งของธรรม ที่เกิดของธรรม ที่ปรากฏของธรรม แล้วที่ดับไป ของธรรม...จริงๆ อยู่ที่ไหน นี่ โดยไม่สงสัยและลังเล

ที่ท่านสิ้นความสงสัยในธรรมนี่คือ...เบื้องต้นว่าธรรมที่แท้จริงคืออะไร การปรากฏของธรรมที่แท้จริง จะอยู่ได้อย่างไร อะไรเป็นตัวที่มาทำให้ธรรมนี้คลาดเคลื่อนเลื่อนลอยไป มาจากไหน

นี่ท่านรู้ แยกแยะธรรมออก จึงไม่สงสัยเลย และไม่สงสัยในหลักการและวิธีการเลย ...วิจิกิจฉานี่ขาดแล้ว  ชัดเจนในธรรม แยกแยะออก และรู้ด้วยว่าจะเอายังไงกับมันต่อไปดี

นี่ มันแก้ไขได้ ท่านมีวิธีของท่าน ...แต่ทุกข์แน่ๆ ในการละ ในการเพิก ในการถอน ยังไงก็ต้องทุกข์ เพราะจิตมันไม่ยอมละ เพราะเราจะไม่ยอมละ เนี่ยทุกข์

แต่ว่าลึกๆ น่ะ มันมีความมุ่งมั่นอยู่ในการละ ...นั่นเรียกว่าวิริยะ พากเพียร  เรียกว่าความโน้มนำหรือว่าโอปนยิโก...น้อมไปในธรรม หรือว่าสัจจาธิษฐาน หรือว่าความมุ่งมั่นในธรรม ...ตัวนี้มันจะต้านกัน 

เพราะนั้นถ้าขาดความมุ่งมั่นในธรรมตัวนี้ ปุ๊บนี่ กิเลสกลืนหมด ไปเลย ไปกับมันซะ ...นี่ ก็ไม่ต้องทนแล้ว สบาย ก็ไปทำตามที่มันต้องการ


(ต่อแทร็ก 13/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น