วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 13/40


พระอาจารย์
13/40 (570406D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 เมษายน 2557


พระอาจารย์ –  (ถามถึงโยม) ...ไม่มาหรือ

โยม –  อยากมาเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่พอดีมีเรื่องด่วนที่อยากมากราบพระอาจารย์ก่อน ก็เลยมานี่


พระอาจารย์ –  อือ ว่าไง มีอะไร

โยม (อีกคน)  พอดีว่า คิดว่าลาออกจากโรงเรียนเลย ดีไหมครับ


พระอาจารย์ –  อย่าไปลา อย่าเพิ่งลา ทำไปตามปกติทางโลกก่อน ...แล้วก็ปฏิบัตินี่ ก็ปฏิบัติคู่กันไปก่อน ให้มันถึงขีดที่เรียกว่า จบปริญญาตรีก่อน เข้าใจมั้ย อย่าใจร้อนๆ อย่าเพิ่งรีบเร่ง

บ่มก่อน บ่มอินทรีย์ก่อน บ่มโลก บ่มทั้งทางโลกแล้วก็บ่มทั้งทางธรรม ...อย่าเพิ่งคิด อย่าเข้าใจว่าการเห็นสภาวธรรมบ้างแล้วนี่ มันจะสมบูรณ์ได้แบบใจนึก มันยังไม่ง่ายถึงขนาดนั้นน่ะ

ใช้เวลา... มันใช้เวลาพอสมควร มันจะต้องอาศัยอินทรีย์โดยรอบ ทางตา ทางหู ทางจมูก การกระทบ การเรียนรู้กับทุกข์ที่มันค่อยๆ เป็นตัว catalyze เป็นตัวเร่ง

อย่าเพิ่งรีบ ให้มันมีความชำนิชำนาญในการประสบทุกข์ทางตา ทางหู ทางเรื่องราวเสียก่อน ...ทีนี้บวช-ไม่บวช ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  แล้วมันจะเป็นไปตามครรลอง ไม่ใช่เป็นไปตามความอยาก อย่างนี้อยาก


โยม   พอดีเมื่อวานเขารู้สึกอย่างกับข้างในใจเขาร้อนรุ่ม แล้วก็รู้สึกว่าอยู่ทางโลกเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร อยากจะมุ่งมั่นลงในการปฏิบัติธรรม

พระอาจารย์ –  ยัง มันเป็นแค่อารมณ์หนึ่ง ยังเป็นแค่อารมณ์ เท่านั้นเอง  ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป

อดทนในสิ่งที่ไม่อยากก่อน จนวางจิตวางใจให้ได้เป็นกลางๆ ไม่ตามความอยาก แล้วก็ไม่ตามความไม่อยาก ...ฝึกก่อนๆ  อย่าไปเอาความอยากเป็นตัวไกด์นำ อย่าเอาความไม่อยากเป็นตัวไกด์ไลน์

เอารู้ เอาตัวรู้ เอาฐานรู้ เอาฐานผู้รู้นี่เป็นไกด์ เข้าใจมั้ย ...ถ้าเอารู้เป็นไกด์...ไลน์นี่จะกลาง เดินไปท่ามกลางสุขและทุกข์ ...ต้องเรียนรู้ตรงนี้ก่อนนะ

อย่าเอาความอยากเป็นไกด์ มันจะมีไลน์...ไลน์ไหน ซ้ายกับขวา เข้าใจมั้ย ถ้าไปเอาความอยาก เอาตัวเราเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์นี่ มันจะออกในสองช่อง คือตามความพอใจ กับตามความไม่พอใจ

สองทางนี้ เป็นไปด้วยความตกระกำลำบาก ...ไม่สำเร็จ จะไม่สำเร็จดังประสงค์ของเรา บอกให้เลย

แต่จริงๆ แล้วลักษณะอาการอย่างนี้ เราก็เคยเป็น สมัยก่อน เราเป็นยิ่งกว่านี้อีก ...แต่ว่ามันเป็นในลักษณะที่ว่าเราเรียนจบทำงานแล้ว เรารู้สึกโลกนี้ทั้งโลกนี่..ที่เท่าฝ่าตีนเราเหยียบนี่ไม่มี

ทุกข์...มันทุกข์ ไม่รู้จะอยู่ที่ไหน ไม่รู้มันเป็นโรคอะไรของมัน มันรู้สึกอย่างนี้ กระสับกระส่ายร้อนรุ่มไปหมด มันก็มีความวาบขึ้นในจิตว่า ที่เดียวน่ะ...“บวช”

พอมันขึ้นมาว่า “บวช” ปั๊บนี่ ทุกอย่างเย็นหมดเลย มันจะเป็นอย่างนั้น ...ตรงนั้นน่ะ เราถึงตัดสินใจลาออกจากงาน ทิ้งหมดเลย ลาออกวันนั้นเลย พอตัดสินใจได้ว่าลาออก


โยม   พระอาจารย์คิดนานมั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ไม่นาน พอเลย ไปบอกหัวหน้าเลย พอเลย


โยม –  ตอนนั้นพระอาจารย์ภาวนามาก่อนมั้ยคะ

พระอาจารย์ –  เราภาวนามาตั้งแต่เด็กนะ นั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก เด็กกว่านี้อีก เราเห็นกายเราเป็นอสุภะมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นความตายมาตั้งแต่เด็กแล้ว

สมัยเราอายุสักสามสี่ขวบ พ่อแม่เขาบอกว่า เวลาเราเล่นกับเด็กกับพี่กับน้องนี่ เราชอบเอาผ้ามาห่มเป็นพระ สามขวบสี่ขวบนะนั่นน่ะ

แล้วเวลาเราตัดสินใจว่าจะบวช คืนนั้นเราฝัน ฝันว่าเราไปนั่งอยู่ในแท่นประหาร ที่เขาประหารกันสมัยโบราณ ที่นั่งพนมมือกับพื้น พิงเสาแล้วก็เหยียดตีนออกไป

เพชฌฆาตเอาดาบมา แล้วก็ว่า...จะฆ่าแล้วนะ จะตายมั้ย ยอมมั้ย  เราก็บอกว่ายอม มันก็เงื้อง่า แล้วก็ไม่ฟัน ถามอีก...จะฆ่านะ ยอมตายมั้ย...ยอม เงื้ออีก ไม่ฟัน

ครั้งที่สามถาม...จะตายมั้ย ...ยังตอบไม่ทันเสร็จเลย ฟันฉับ คอขาดกระเด็นเลย  แต่ไม่กลัว ไม่กลัวเลยนะ นี่เป็นนิมิต...นิมิตของเรา

แต่เราบอกแล้วว่า ขนาดนั้นน่ะ เรามาบวช การภาวนาไม่ได้รุดหน้าอะไร บอกให้เลย ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ตกระกำลำบากทั้งกายทั้งจิต ตกอยู่ภายใต้ความลังเลสงสัยในการภาวนา

มันไม่เป็นไปดั่งที่วาด ที่เราเข้าใจว่ามันจะพึ้บๆๆๆ ไปเลย...ไอ้ห่าเอ๊ย กูโดนนิมิตหลอกนี่หว่ายังงี้ ยังนึกอยู่เลยตอนนั้น นี่ขนาดเราเป็นลูกศิษย์พระอรหันต์นะ พระอรหันต์เป็นอาจารย์นะ

แล้วอยู่แบบไม่ไปไหนเลยนะ แล้วทำตามวิถี ฟังเทศน์ฟังธรรม ทุกวันทุกกระเบียดนิ้วเลยนะ กูยังภาวนาไม่ได้เรื่องเลยน่ะ ...มันไม่ง่ายอย่างนั้นเลยนะ

แต่สันดานของเรานี่มันมีความอดทนมาก ถ้าดื้อก็เรียกว่าดื้อแบบหัวชนฝา ไม่ถอย ...แล้วความเพียรเราไม่ใช่เล็กๆ เราไม่นอน เราไม่หลับ ตั้งสองปีสามปี

และอยู่ในสามอิริยาบถ หลังไม่โดนพื้นนี่อีกไม่รู้กี่ปี กูยังไม่ไปไหนเลย ...การบ่มอินทรีย์นี่ไม่ใช่ของเล็กน้อยเลย แล้วยังต้องอาศัยกำลังบารมีของครูบาอาจารย์ระดับเป็นพระอรหันต์น่ะคอยครอบเอาไว้ด้วย

นี่ก็ถือว่าเร็วที่สุดแล้ว ...แต่ว่าความเพียรนี่สาหัสสากรรจ์ เราเดินจงกรมนี่ อย่าถามเป็นชั่วโมง ถามเป็นคืน เดินจนตีนนี่เลือดออกซิบๆ น่ะ แตกหมด ความเพียรนะ

เจ็ดวันเราฉัน สิบห้าวันเราฉัน เราฉันวันเว้นวัน  จิตก็ยังไม่ไปไหนเลย บอกให้เลย ปัญญงปัญญาก็ไม่เกิด ละอะไรก็ไม่ได้สักอย่างสักตัวเลย ...แต่ความเพียรก็ยังไม่หยุดเลย

เพราะนั้นไอ้ที่พวกเราคิดนี่ หรือนึกภาพว่า บวชซะ สบาย ...ไอ้นี่ขนาดว่าอยู่กับพระอรหันต์วัดป่านะ ไหนจะงานราษฎร์ ไหนจะงานหลวง ก่อสร้างก็ต้องทำ อะไรก็ต้องทำ

เวลาภาวนาจริงๆ จังๆ มันก็ถูกแย่งแบ่งเวลาไปหมด จะปลีกตัวไปอยู่คนเดียวในวัด แล้วไปภาวนาแบบเต็มที่ไม่ได้ โดนด่า หมู่คณะเขาไม่เอาด้วย ตำหนิ รังเกียจ ...มันไม่เหมือนที่เราฝันหรอก


โยม –  ที่คิดไว้ก็คือ เขาจะแยกตัวกันไปอยู่สองคนพ่อลูก แล้วก็ให้พ่อเขาเป็นคนสอน

พระอาจารย์ –  ให้มันถึงเวลาก่อน ให้มันเต็มทางโลก ...ค่อยๆ ใจเย็นๆ สะสม บ่มไปๆ  จนกว่าภายใน มันจะค่อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อยๆ slow but sure


โยม (อีกคน)   พระอาจารย์คะ ขออนุญาต คืออย่างโยมมองว่า จะมองในอีกทางหนึ่งได้มั้ยคะว่า อย่างน้อยอยู่ในกรอบของพระมันก็เหมือนล้อมว่า...เราจะต้องภาวนา เราจะต้องดู 

แต่ถ้าอยู่โลกข้างนอกนี่ มันก็มีโอกาสที่จะปล่อยมากกว่า หลายๆ คนที่เขาบอกว่า เอ้ย ภาวนาข้างนอกก็ได้ แต่ถึงเวลาเขาก็ปล่อย เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมาอยู่อย่างนี้ เขาก็จะ...ด้วยกรอบ ด้วยศีล รูปแบบอะไรอย่างนี้ มันก็อาจจะทำให้...

พระอาจารย์ –  หนีเสือปะจระเข้ บอกให้เลย คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ...พวกเรามองภาพไม่ออกหรอก  พอเข้ามาถึงจริงๆ นี่ กรอบแกรบอะไรนี่ เอาไม่อยู่หรอก บอกให้เลย

สิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง นักบวชด้วยกันเอง...มันไม่ใช่เป็นนักบวชที่ฝากเป็นฝากตายอยู่กับการหลุดพ้นโดยตรงเลย


โยม –  ก็ยังมีกิเลสอยู่

พระอาจารย์ –  ยิ่งกว่ากิเลสฆราวาสอีก บอกให้ ...เพราะนั้น อยู่เรียนไป มีเวลาว่าง แยกตัว อย่างนี้ดีกว่า


โยม –  โยมก็ไม่ค่อยชอบสุงสิง

พระอาจารย์ –  ดีแล้ว ฝึกไป ให้มันคุ้นเคย เรียนรู้กับทุกข์ อย่าเพิ่งออกจากทุกข์ อย่าเพิ่งปฏิเสธทุกข์ ...ไปเรียนกับมัน ไปทนอยู่กับมัน แล้วก็ภาวนาไปพร้อมกัน

ที่เราเล่าให้ฟัง สมัยที่เราทำความเพียร แล้วไม่เกิดสติสมาธิปัญญาแบบละวางอะไรเลย ...อาศัยว่าหลวงปู่ท่านเป็นคนดึงเราออกมาจากปลักแห่งความเพียรโง่ๆ

แล้วให้มาอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นทุกข์ จะต้องมาปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะต้องมาทำหน้าที่รับแขกญาติโยม จะต้องมาทำหน้าที่รับภาระในการดูแลงานวัด โดยปฏิเสธไม่ได้

เวลาเราจะหนี หรือเวลาท่านไปนิมนต์หลายวันนี่ เราก็จะแอบไปทำความเพียร ...พอหลวงปู่กลับมาแล้วไม่เห็น เพราะเราอดข้าวไม่มาฉัน ท่านก็จะให้พระไปเรียกเรา มันไปทำอะไรของมัน มาเฝ้าถ้ำ มารับแขก 

คือไม่ได้รับแขกแบบนี้ เข้าใจมั้ย เวลาหลวงปู่ไม่อยู่ก็จะต้องมีคนคอยอยู่ถ้ำประจำ ทิ้งไม่ได้  แล้วเวลาคนอยู่ถ้ำสมัยหลวงปู่อยู่นี่ หมายความว่าตายตัวคนไหนคนนั้น

สมัยนี้เขาหมุนเวียน เขาหมุนเวียนพระคนละสามวัน คนละเจ็ดวัน ก็เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตา ...แต่สมัยหลวงปู่นี่ ถ้าฟิกซ์คนไหนก็คนนั้นอยู่

เพราะนั้นน่ะ ระหว่างนั้นเราก็ว่า แล้วกูจะเอาเวลาที่ไหนไปภาวนาวะ นึกๆ อย่างนั้น  เคยภาวนาเป็นกอบเป็นกำ นั่งทั้งวัน ยืนทั้งวัน เดินทั้งวัน ไม่พูดกับใครทั้งวัน

แต่ก็โง่ทั้งวันเหมือนกัน ไม่ได้อะไร ได้แต่ความอดทน แต่ภูมิปัญญาไม่มี ละอะไรก็ไม่ได้ ไม่เข้าใจอะไร

แต่พอมาเรียนรู้อยู่กับทุกข์นี่ ...คือเรานี่ เป็นคนที่ปฏิสัมพันธ์กับคนได้ยากที่สุด โดยสันดานไม่ชอบคุยกับมนุษย์ ไม่รู้เป็นโรคอะไร พูดจาก็ไม่ค่อยเข้าหูคน

แล้วก็เบื่อ แล้วก็เกลียดที่สุดในการมาซักไซ้ไล่เลียง ...แล้วมันเป็นสภาพที่อดไม่ได้ เนี่ย เข้าใจคำว่ารับแขกมั้ย มันจะต้องเจอสภาวะอย่างนี้

ความมักง่ายของญาติโยม ความเห็นแก่ตัวของญาติโยม ความเอารัดเอาเปรียบของญาติโยม คือไอ้พวกนี้ ญาติโยม เวลามันจะเอาอะไรกับหลวงปู่นี่ เข้าใจมั้ย มันจะต้องเอาให้ได้

คือถ้าเป็นฆราวาสตอนนั้นกูโดดเตะแล้ว บอกให้ ประมาณนั้นน่ะ มันแสดงอากัปกริยาอาการที่มันล่วงเกิน หรือว่าไม่เคารพ ...มันเอาแต่ความละโมบ

คือถ้าพูดว่าแจกของนี่ พึ่บ มัน..แหม เหมือนกับผีเปรต ประมาณนั้นน่ะ ...เราก็นึก มันอะไรกันนักกันหนาวะนี่ มันแทบจะเหยียบกันตาย อะไรอย่างนี้

แล้วเราอุปัฏฐากหลวงปู่อีก มันก็ต้องเจออ่ะ ไอ้ประเภทอย่างนี้  จนหลวงปู่...บางทีแจกของนี่ต้องยืนแจกน่ะ คือถ้ามันมาทึ้งเอาผ้าจีวรท่านได้มันก็คงเอาไปแล้วน่ะ ประมาณนั้น

นั่น หูตาเราก็เดือดพลั่กๆๆๆ อยู่อย่างนั้น แกล้งทำเป็นสำรวมไว้อย่างนั้น ...เนี่ย เรียนรู้อย่างนี้ไง ในสิ่งที่รับได้ยาก แล้วเรารู้สึกว่ามันขัดกับภาวนาอย่างยิ่งเลย...ตอนนั้นนะ

เห็นมั้ยว่าครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนี้นะ ท่านสอนเรามาอย่างนี้นะ ท่านไม่ให้หนีทุกข์เลยนะ ท่านให้เผชิญอยู่กับทุกข์ ...อะไรที่ว่ายาก อะไรที่ว่าไม่สงเคราะห์ต่อการภาวนาตามประสาที่เราว่านะ

ท่านให้ทำอันนั้นน่ะ ท่านให้อยู่กับอันนั้น...โดยไม่มีบอกเหตุและผล  ท่านไม่พูดว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ ...นี่ ขัดใจๆ มันไม่ได้เป็นการที่เอื้อต่อการภาวนาตามความคิดของเราแต่ก่อนเลยนะ 

นั่นแหละ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริง...ที่เรียกว่าเป็นสัมมา มันเกิดช่วงนั้น

เรียนรู้เอาจากทุกข์ เรียนรู้จากสิ่งที่ไม่ปรารถนา เรียนรู้จากกิเลสของสัตว์บุคคลที่มันมากระทบกิเลสของเรา ...เรียนรู้กับตรงนั้น เป็นสมรภูมิรบ เจอทั้งวัน เจอทุกวัน


(ต่อแทร็ก 13/41)




วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 13/39 (2)


พระอาจารย์
13/39 (570406C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 เมษายน 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 13/39  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ศีลในพวกระดับปุถุชน โสดาบัน สกิทาคานี่ รวมอยู่ที่กายเดียว ...แต่ถ้าเป็นศีลของพระอนาคามี ศีลไม่ได้อยู่ที่กายแล้ว ศีลอยู่ที่สรรพสิ่ง ไม่แบ่งแยกแล้ว

ไม่แบ่งแยกว่านี้เป็นนั้น นั้นเป็นนี้แล้ว มันจะรวมหมด คลุมหมดเลยสรรพสิ่ง ยกเว้นอรูปธาตุ ยังไม่ครอบคลุมศีล ...เห็นมั้ย แม้แต่ศีลของพระอริยะยังมีระดับไม่เท่ากัน

พอเต็มภาคภูมิของอนาคาผล ครอบคลุมสามโลกธาตุ ศีลตัวนี้เป็นหนึ่งเดียวกันหมด เชื่อมหมดเลย ทั้งรูปโลก กามโลก รูปภพ อรูปภพ ...นี่สามโลก เชื่อมหมด แนบสนิท เป็นเนื้อเดียวกันหมด

นี่ ศีลที่เรียกว่าเป็นมหา...มหาศีล ขั้นประณีตสุดประณีตแล้ว ครอบคลุมหมด ไม่มีที่เกิดภายนอกแล้ว ไม่มีโลกให้เกิดแล้ว ไม่มีเราไปเกิดในศีลที่มันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่งๆ

เหมือนกัน เสมอกัน เท่ากัน อันเดียวกัน อย่างเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน ...ไม่เกิด ไม่มีเราเกิดแล้ว จิตไม่เกิดแล้ว จิตไม่ไปเกิดในโลกแล้ว


โยม –  แต่มันไม่ได้อยู่อย่างนี้ตลอดเวลาใช่ไหมคะ เพราะว่าเวลาทำงานหรือว่าเกี่ยวข้องทางโลก มันก็ยังต้องออก

พระอาจารย์ –  คือนี่เราพูดในระดับที่เรียกว่า ไม่ใช่ระดับอย่างพวกเราแล้ว เข้าใจมั้ย ...ในระดับอย่างพวกเรา จะไม่มีทางเข้าถึงในสภาพนี้ ถ้ายังดำรงชีวิตอยู่อย่างนี้นะ จะไม่มีทางเข้าถึงสภาพอย่างนี้ได้เลย

แต่ว่าระดับของพวกเราตรงนี้...เหมือนเราเก็บสะสมเสบียง เพื่อหนุนนำไปสู่จุดนั้น ...เพราะนั้นเมื่อถึงจุดนั้นแล้วไม่ต้องพูดถึงจุดนี้ เข้าใจมั้ย มันคนละเรื่องเลยนะ

มันจะไม่สามารถข้องแวะ ในระหว่างที่มันกำลังดำเนินมรรคขั้นสูงสุดนี่ จะไม่สามารถข้องแวะกับโลกกับสัตว์บุคคล กับการกระทำคำพูดความคิดได้เลย ...มันเหมือนกับเป็นคนละเผ่าพันธุ์กันแหละ 

มันจะไม่มีช่อง ไม่มีโอกาส จะไม่เปิดช่อง จะไม่เปิดโอกาสให้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกเลย ...คือมันจะต้องถึงจุดที่สุด ท่านเรียกว่าพลิกโลกก่อน พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินก่อน หรือว่าล้มกระดาน 

เข้าใจคำว่ามันต้องล้มกระดานก่อนมั้ย ...ถ้ายังมีกระดาน ยังมีตัวหมากรุกอยู่นี่ เดี๋ยวก็จะมีคนเล่น ...ถ้าล้มกระดาน...ต้องล้มกระดานเท่านั้น มันจึงจะไม่มีใครเล่นเกมนี้ได้


โยม –  ก็เป็นเหตุผลที่บอกว่า ถ้าพระอริยะขั้นสูงอย่างนั้นก็ต้องบวช

พระอาจารย์ –  ไม่เกี่ยว


โยม –  ไม่เกี่ยวหรือ เพราะเหมือนกับอยู่กับโลกหยาบๆ พวกนี้ไม่ได้

พระอาจารย์ –  คือถึงจุดนั้นน่ะ ไม่ต้องบวชก็ได้ ...มันจะดันออก มันจะดันออกให้ไปอยู่คนเดียว ไปหาที่หลบภัยน่ะ ...เหมือนกับไปหาที่หลบภัย

ก็คล้ายๆ กับปลีกตัวออกไป ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบวช ...แต่คราวนี้ว่า ไอ้คำว่าบวชนี่ มันเป็นลักษณะที่ง่ายที่สุด เข้าใจมั้ย ที่ว่ามันจะตัดกับการปฏิสัมพันธ์กับโลก

แต่เราจะบอกให้ สมัยนี้ไม่ง่าย...ไม่ง่ายนะ ...ยิ่งเป็นผู้หญิงนะ เป็นแม่ชี เป็นคนนุ่งดำห่มขาว นุ่งขาวห่มดำโกนหัวนี่ เข้าไปในวัดเมื่อไหร่น่ะ มีแต่ภาระ เหมือนเป็นขี้ข้าพระ เหมือนเป็นขี้ข้าญาติโยมน่ะ

เหมือนเป็นคนที่คอยเทคแคร์รับใช้ แล้วก็หัวไม่วางหางไม่เว้นเลยน่ะ ...ถ้าไม่ทำอะไร ถ้าไม่ทำครัว ถ้าไม่ล้างจาน ถ้าไม่คอยดูแลแขก ไม่ทำงานอะไรพวกนี้ เขาบอกให้ไป ไล่ออกจากวัด

แล้วจะไปหาที่ไหนอยู่ ไม่มีหรอก มันไม่เหมาะแล้ว ...แต่ว่าไปปลูกกระต๊อบ หาที่อยู่คนเดียวเงียบๆ นั่นแหละใช่เลย  แล้วก็คงสภาวะฆราวาสนั่นแหละ แต่ว่าใจนี่บวช


โยม –  โยมเคยปฏิบัติที่วัดปฏิบัติต่างจังหวัด เวลาไปก็จะขอหลวงปู่ คือจะไม่ยุ่งงานวัดเท่าไหร่ คือจะทำงานวัด แต่เวลาที่ภาวนาก็จะอยู่กับตัวเอง หลวงปู่ก็บอกว่า เออ เวลาภาวนาแล้วก็อย่างนี้ แต่ว่าเวลาไปทำงานทางโลกมันก็ต้องออกมา มันคนละแบบกัน

พระอาจารย์ –  ให้มันเป็นไปตามธรรม ตามเหตุปัจจัยอันควร  แล้วก็ค่อยๆ สะสมศีลสมาธิปัญญาไปทีละเล็กทีละน้อย ...ตัวศีลสมาธิปัญญาภายในนี่ มันจะผลักดันวิถีการดำรงชีวิต การดำเนินชีวิต

มันจะผลักให้ออกจากการปฏิสัมพันธ์กับโลกแบบหยาบๆ เพื่อมาสงเคราะห์ศีลสมาธิปัญญาภายในให้สูงขึ้น ...มันเป็นไปของมันเอง ไม่ใช่ด้วยเจตนาของเราหรือของใคร

เพราะนั้นให้มันเป็นไปตามธรรม ...เจริญมรรคอย่างเดียว ไม่ต้องไปซีเรียสกังวลมาก จะอย่างไร จะใช้ชีวิตอย่างไร จะบวชจะสึก จะอะไร ไม่ต้องเตรียมข้างหน้า อนาคต

อดีตธรรม อนาคตธรรม...ไม่ต้อง ...ทำปัจจุบันเข้าไป รู้ตัวให้มากที่สุด ต่อเนื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือสะสมศีลสมาธิปัญญา


โยม –  แต่อย่างโยมทั่วไปที่เขาไม่มีเวลาปลีกออกมาเลย เขาก็ไม่มีเวลาที่จะสะสมศีลสมาธิปัญญาให้เป็นกำลังต่อไป

พระอาจารย์ –  นั่นก็ต้องมีบ้าง มันต้องมี patternบ้าง สำหรับเด็กอ่อนน่ะ ...คือถ้าไม่มีรูปทรงรูปแบบของการภาวนาบ้าง หรือไม่มีสิ่งแวดล้อมที่มันน้อมนำ การภาวนาแบบจริงจังมันก็ไม่ค่อยมี

จนกว่าจะปีกกล้าขาแข็ง...นั่นแหละ มันไม่เลือกแล้ว มันจะเริ่มไม่เลือกแล้ว ที่ไหนก็ที่เดียวกายเดียว มีทุกที่ ...มันไม่เลือกกาลเวลา สถานที่ บุคคลแล้ว 

ไม่จำเป็นว่าระหว่างหมกมุ่นกับงานแล้วมันจะรู้ตัวไม่ได้ ระหว่างหมกมุ่นกับงานแล้วจะไม่มีเวลาภาวนา...ไม่มี ...นั่น เขาเรียกว่าในระดับที่ชำนาญแล้ว

แต่ถ้าระดับที่ยังไม่ถึงระดับนั้นน่ะ มันจะต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม สร้างสิ่งแวดล้อมขึ้นมาบ้าง สร้างแพทเทิร์นของการภาวนานั่งสมาธิบ้างเดินจงกรมบ้างอย่างนั้น


โยม –  แต่เหมือนกับว่าถ้าภาวนาเพิ่มมากขึ้น มันก็เหมือนกับจะไม่โหยหาสภาวะแวดล้อมอย่างนั้น แต่ว่ามันก็จะไม่เอาสภาวะที่มันขัดกับที่มันทำให้ภาวนาได้  แต่มันก็คือถ้าจำเป็นก็เป็นไป

พระอาจารย์ –  คือพยายามให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออกน่ะ หมายความว่าที่ไหนก็ต้องที่นั้นให้ได้ ไม่เลือกกาลเวลา สถานที่ บุคคล สิ่งแวดล้อม ...นั่นแหละมันถึงจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา

อย่ารอ อย่าคิดว่าต้องให้มีที่อย่างนี้เสียก่อน ให้มีเวลาอย่างนี้เสียก่อน ...อย่ารอ ทำให้ได้ทุกที่ทุกสถาน ทุกกาล ...ที่ไหนที่ทำได้ยากที่สุด ที่นั้นจะต้องฝึกให้มากที่สุด ฝึกที่จะรู้ตัวให้ได้

เพราะนั้นในลักษณะกิจวัตรประจำวัน...รูทีนนี่ มันมีอะไรล่ะ  กิน...สามารถรู้ตัวได้ตลอดการกินรึยัง ทุกคำ ทุกการเคี้ยว ทุกการกลืนรึยัง ...เห็นมั้ย ยังบกพร่องอยู่เลย

มันต้องอ้างกาลเวลาสถานที่มั้ย การกินน่ะ การนั่งรถไปทำงาน มันต้องพูดมันต้องคุยกับใครมั้ย แล้วปล่อยให้ใจเผลอใจเพลินรึเปล่า ตลอดการนั่งนี่รู้ตัวได้กี่มากน้อย

เหล่านี้เห็นมั้ย มันไม่ใช่ว่าชีวิตมันมีแต่งานอย่างเดียว เข้าใจมั้ย อาบน้ำล่ะ มันมีงานมาเกี่ยวข้องมั้ย แล้วมันเป็นกิจวัตรรูทีนใช่มั้ย ...เราทำได้รึยัง  สามารถรู้ตัวได้เต็มที่มั้ย

แปรงฟันล่ะ ใส่เสื้อผ้าถอดเสื้อผ้าอย่างนี้ รู้ได้ตลอดมั้ย หรือว่าทำลวกๆ อาบน้ำแบบลวกๆ  ตัวอยู่ที่ ใจลอยไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อย่างนี้ ...แล้วก็มันเป็นกิจวัตรซ้ำซากใช่มั้ย

ไม่ต้องไปอ้างว่าต้องมาอยู่วัด หรือต้องมีคอร์สเข้าคอร์สอะไรหรอก...แค่กิจวัตรประจำวันนี่ ทำเต็มรึยัง ...ทำจนซ้ำๆ ลงไป จนชำนาญ จนมันเป็นสติอัตโนมัติตรงนั้น เข้าใจมั้ย

พอเริ่มอาบน้ำปุ๊บ ถ้ามันฝึกรู้ตัวบ่อยๆ นะ ตั้งใจที่จะรู้ตอนอาบน้ำ...พอถึงเวลาอาบน้ำปุ๊บ มันรู้ตัวเลย เวลากินข้าวปุ๊บ มันรู้ตัวเลย ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว หรือตั้งหน้าตั้งตากินด้วยคุยด้วย

อย่างนี้ มันจะเกิดความเป็นอัตโนมัติขึ้นในกิจวัตรเล็กๆ เล็กๆ อย่างนี้...แต่ว่ามันซ้ำซากไง  การขี้การเยี่ยวอย่างนี้ มันเป็นกิจวัตรที่ซ้ำซาก...เคยรู้ตัวบ้างมั้ย

หรือใจลอย เผลอเพลิน ไปคิดสะเปะสะปะ ระหว่างขี้ ระหว่างกินอย่างนี้ ...ทำไมไม่ฝึกตรงนี้ล่ะ ใช่มั้ย นี่คือเวลาฝึก

แต่ไอ้เวลาทำงาน พบปะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มันก็เป็นเรื่องที่มันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว ที่จิตมันจะต้องไหลออก แล้วต้องปล่อยให้จิตไหลออกด้วย...ธรรมดา ...ก็อย่าไปตีโพยตีพายกับงานดิ

ไอ้เวลากิจวัตรประจำวันอย่างนี้ เอ้า ใส่ใจมั้ยเล่า เอาความใส่ใจไปไว้ไหน เอาความตั้งใจไปอยู่ไหน ระหว่างที่ต้องทำกิจวัตรซ้ำซาก ทุกวี่ทุกวัน ทั้งวี่ทั้งวัน ตลอดวัน

อย่ามาอ้างการเรียน อย่ามาอ้างการทำงาน ว่ามันจะไม่มีเวลา มันจะทำไม่ได้ ...แล้วก็ค่อยไปฝึกเอาเมื่อมันได้ไอ้กิจวัตรย่อย กิจวัตรประจำนี่ เป็นอาจิณแล้ว ก็ค่อยๆ ขยับขยาย

ก็ตั้งใจเพิ่มขึ้นไปอีกในลักษณะที่มันยากกว่านี้ ...การคุย นี่ยากนะการคุย การฟังคนอื่นพูด มีสติได้มั้ย รู้ตัวได้มั้ยระหว่างการฟัง ที่เขาเล่าเรื่องราว พูดเรื่องราวต่างๆ ที่น่ารัก น่าใคร่ น่าชัง น่าเกลียด เหล่านี้


(ต่อแทร็ก 13/40)




แทร็ก 13/39 (1)


พระอาจารย์
13/39 (570406C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 เมษายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  พอมันรู้แล้วว่าเหตุมันอยู่ที่ “เรา” ...นี่เบื้องต้น เบื้องต้นของปุถุชนจิตแล้ว จะต้องมาลงที่ “เรา”  ให้เห็นว่าเหตุแรกเหตุต้นก่อน เป็นเหตุแรก

ซึ่งจริงๆ มันมีหลายเหตุนะ ...ไอ้ “เรา” นี่ยังเป็นแค่เหตุต้นๆ เหตุแรกๆ แต่เมื่อมันสรุปได้ว่าเรานี่เป็นเหตุ ต้นตอต้นเหตุ ...ทีนี้มันจะแก้ที่เหตุแล้ว

เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่เกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นธรรมที่เข้าไปสู่ความดับที่เหตุนั้นๆ

ทีนี้เมื่อมันเห็นว่า “เรา” นี่เป็นเหตุในการเกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดความกลัว เกิดความอยาก-ความไม่อยาก เกิดความพอใจ เกิดความไม่พอใจ

ซึ่งอาการพอใจ ไม่พอใจ อยากได้ตามอยาก ไม่ได้ตามอยาก พวกนี้มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ...ถ้าจะไม่ให้มีทุกข์จากอาการเหล่านี้ มันก็ต้องมาแก้ที่เหตุที่ว่า "เรา"

มันก็มุ่งตรงลงที่เดียว... ศีลสมาธิปัญญามันก็รวมลงมาแก้ที่ตัวเรา ความรู้สึกเป็นตัวเรา

ทีนี้มันมาจ่อที่ “เรา” หรือคอยระวังไว้อยู่ที่ "เรา" แล้ว มันจะรู้สึกได้ว่า เรามันไม่หาย เดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวมันก็มี เดี๋ยวมันก็มีขึ้นมาอีก ไม่รู้จะยังไงดี ...แล้วยังไงถึงจะลบล้างได้หมดได้สิ้น "เรา" นี่

ตรงนี้ ถ้าเราไม่ได้ยินพระเทศน์พระสอน  พอถึงจุดนี้ปึ้บนี่ ไม่รู้จะแก้ยังไง ไม่รู้จะลบล้างความรู้สึกนี้ ที่เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็มีๆๆ ...แล้วยังไงล่ะ ทำยังไงถึงจะหมดจากความเป็นเรา

มันก็ยังคอยจะเป็นทุกข์ คอยจะหาสุข คอยจะหาทุกข์อยู่เรื่อยน่ะ..."เรา" ตัวนี้  เจตนาก็มีแทบจะตลอดทุกครั้งเลยที่กระทบทางตาทางหู หรือว่าทางความคิดทางความจำ

พระพุทธเจ้าก็จึงบอกว่าการแก้ที่ “เรา” นี่มันแก้ตรงที่...ปัญญาให้เข้าไปเห็นกายตามความเป็นจริง ว่ามันไม่ใช่เราอย่างไร ...ตรงนี้จึงจะเรียกว่าแก้ “เรา” ที่ต้นตอ

เมื่อมันรู้วิธี หรือว่ามรรควิถี มันเข้าไปสู่ความดับทุกข์ได้ คือว่าดับที่เหตุซึ่งคือ “ตัวเรา” จริงๆ นี่ ทีนี้มันจะไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว มันก็จ่อจรดลงที่กายที่เดียวเลย

เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของกายจริงๆ ว่ามันไม่ใช่เราอย่างไร มันเป็นเราอย่างไร มันเป็นของเราหรือไม่เป็นของเราอย่างไร ...เรียกว่างานทั้งหลายทั้งปวงนี่วางหมดเลย เอางานนี้เป็นหลัก มันจะถืออย่างนั้นเลย

มันเชื่อ มันจะค่อยๆ เชื่อแล้ว ...เพราะในระหว่างที่มันทำงาน เพียรเพ่งลงในกายเดียว พิจารณาอยู่ที่กายเดียวปัจจุบันเดียว แรกๆ มันจะละล้าละลัง เพราะว่าอะไร เพราะว่าไม่รู้ว่าจะละ “เรา” ได้จริงรึเปล่า

เพราะว่าในระหว่างที่ทำตอนแรก การกำหนดกำกับอยู่กับกายจริงๆ นี่ มันก็ไม่รู้สึกว่าความเป็นเรามันจะถดถอยลดห่าง ...ก็ยังแทบจะเท่าเก่า เหมือนเก่า มันก็ยังไม่เกิดความเชื่อมั่น ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิจริงๆ 

อดทนพากเพียรไปๆ ทำไป รู้ไปเหอะ ...ศรัทธา สร้างศรัทธาขึ้นมา เชื่อพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำ ถือว่าเป็นผู้ชี้ทางผู้ชี้นำ ก็เชื่อไว้ก่อน ...ก็เพียร อาศัยวิริยะความเพียร จ่อจรดลงไปในที่เดียวก่อน 

ได้ผล-ไม่ได้ผล...ไม่ว่า ดูเหมือนไม่ได้ผลก็ไม่ว่า เอาลงไป ...ทีนี้พอทำด้วยความไม่ท้อถอย ต่อเนื่อง ผลมันเริ่มบังเกิด ...ค่อยๆ บังเกิดนะ ไม่ใช่บังเกิดแบบ หูย พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลย 

มันเริ่มเห็นผลว่า ความเป็นเรานี่น้อยลง ความเข้มข้นของเราน้อยลง พร้อมกับความเจือจางในอารมณ์ น้อยลงไป ...อารมณ์ที่เคยเข้มข้นก็เจือจาง อารมณ์ที่เคยยืดยาว เนิ่นช้า เนิ่นนาน ก็ค่อยๆ สั้นลงน้อยลง แคบลง

ทีนี้มันเริ่มเห็นผลชัดในตัวของมันเองเป็นปัจจัตตัง ...อะไรๆ กระทบมาก็ไม่ค่อยรู้สึกว่ามีเรากระโดดออกไปรับเท่าไหร่ ...มันค่อยๆ ห่าง ห่างออกไป ห่างจากความเป็นเรา

ซึ่งมันเคยมีอยู่แทบจะตลอดเวลาทุกการเห็น ทุกการได้ยิน ทุกการคิด ...มันก็รู้สึกว่า “ตัวเรา” นี่ถอยห่างหรือว่าไม่ถี่ หรือว่าไม่ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ตลอดเวลาแล้ว

เนี่ย ความเชื่อมั่นมันบังเกิดตรงนี้ ...ไอ้ตัวความเชื่อมั่นที่เห็นผลจากการเจริญสติในองค์ศีล ในองค์กาย ในองค์รู้ คือสมาธินี่ มันจึงไปทำลายวิจิกิจฉา

ด้วยความเชื่อมั่นตัวนี้ มันจึงทำลายหรือเข้าไปละวิจิกิจฉา ความสงสัยที่ว่า ไอ้ที่เราทำหรือไอ้ที่คนอื่นเขาทำ ใครถูกใครผิด เราถูกหรือเราผิด เขาเร็วหรือเราช้า อันไหนจะได้ผลกว่ากัน

นี่ มันจะคลายตัววิจิกิจฉาตัวนี้ออกไป เพราะความเชื่อมั่นมันบังเกิด จากผลที่มันกระทำ แล้วมันได้ผล...คือความเป็นเราและความเป็นทุกข์ของเรานี่ หรือว่าความแสวงหาสุขปัดเป่าทุกข์ออกไปจากเรานี่...น้อยลง

เจตนาก็น้อยลง ทุกอย่างมันน้อยลงหมด ...แล้วมันก็อยู่ด้วยความปกติมากขึ้น อยู่กับความธรรมดา อยู่กับความเรียบง่าย อยู่กับความเป็นกลางๆ ได้ยาวนาน

หรือว่าในที่ที่ไม่เคยอยู่เป็นกลางได้ มันก็รู้สึกเป็นกลางได้  หรือในที่ที่มันไม่สามารถจะรับได้ในสภาพนั้นแต่เก่าก่อน มันก็สามารถรับได้

กับบุคคลที่เคยเกลียดกันอย่างมาก เคยไม่พอใจมาก มันก็สามารถรับรู้รับเห็นได้ พอกระเทินได้น่ะ ...เนี่ยคือผล มันก็คลายความวิจิกิจฉาลงไปเรื่อยๆ

แล้วมันคลายวิจิกิจฉา มันก็ยิ่งเพียรเพ่งลงไปในกายเดียวไป เพื่อลบล้าง ...มันก็เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างความรู้สึกเป็นตัวเราของเราในกายนี้ในกายเขาได้จริง

อันนี้ไม่ได้จริงตามตำราแล้ว ไม่ได้จริงตามคำพูดกล่าวอ้างของคนอื่นแล้ว ...แต่มันจริงด้วยตัวผู้ปฏิบัตินั่นเอง มันจริง มันรับรู้ได้จริง 

มันสำเหนียกได้จริงว่าผลมันปรากฏจริง เรียกว่ามันก็เกิดภาวะที่เรียกว่ามุ่งมั่นทุ่มเทอยู่ในการแก้การละที่เหตุนี้โดยตรง เรียกว่าเริ่มลงทุนแบบเต็มร้อยแล้ว

ซึ่งตอนแรกที่ฟังเรา...ที่พูดว่าให้รู้กายดูกายมากๆ นี่ คือพวกเราที่มาฟัง แรกๆ นี่ จะลงทุนประมาณสักห้าหรือสิบหรือยี่สิบ เข้าใจมั้ย ยังไม่กล้าทุ่มเต็มตัว

แต่พอทำไปเรื่อยๆ อย่างที่เราบอกอย่างนี้ ...เมื่อผลมันบังเกิดปุ๊บ ทีนี้มันลงร้อย...มีร้อยลงร้อย มีพันลงพัน ที่เรียกว่าทุ่มหมดหน้าตักเลย

ทีนี้ผลความก้าวหน้านี่ มันก็จะรุดหน้า รุดๆๆๆ แบบ เขาเรียกว่าอะไร...เอาชีวิตเข้าแลก มีเท่าไหร่ทุ่มลงไปสุดตัว มีแค่กายเดียวคือกายเดียวจริงๆ

จิตแม้แต่น้อยนิด อารมณ์สภาวะต่างๆ ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางอดีตทางอนาคตจากจิตคิดนึกปรุงแต่ง จากสัญญาอะไร ...ไม่เอาเลย ไม่เอาเลย ทุ่มลงที่กายเดียวจริงๆ

ความชัดเจนเป็นหนึ่งในกาย ความเป็นหนึ่ง ปรากฏขึ้นเป็นหนึ่งกายหนึ่งธรรม มันก็เริ่มสว่างตามความเป็นจริงของเขา ตามลำดับลำดาไป ละเอียดๆ ไป

ยิ่งสว่างเท่าไหร่ มันยิ่งละเอียด ส่องเข้าไป เรียกว่าเหมือนเอากล้องจุลทรรศน์เข้าไปส่องเลยน่ะ จนถึงเป็นอณูธาตุอณูธรรมเลย...ในกายนี่

พอมันจรด หรือมันลงในกายแบบล้วนๆ ที่เดียวจริงๆ  ทีนี้มันแตกออกหมดเลย...อวิชชา อำนาจของจิตที่อวิชชามันส่งออกมาทางจิตปรุงแต่งนี่

มันไม่สามารถมาก่อรวม รวบรวมความเป็นก้อนกายเรา กายเขา กายชาย กายหญิง ...มันเป็นอณูธาตุ อณูความรู้สึกพึ่บพั่บๆ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

มันไม่มีช่องว่างให้กิเลสมันก่อเกิดได้..มารวมตัวกันเป็นรูปทรง ทรวดทรง สีสัน วรรณะ สัณฐาน แล้วก็ความประมาณประเมิน ...มันจะไม่มีตัวนี้ออกมาเลย

มันไม่มีช่องให้จิตมันออกมาประเมินเลย หรือมารวมกันปุ๊บแล้วก็ประเมินว่านี่สวย นี่ไม่สวย นี่ไม่ดี นี่สูงนี่ต่ำ นี่ดำนี่ขาว นี่ถูกนี่ผิด นี่เป็นเรียกว่าแขน ว่านั้นนี้

มันไม่มีช่องให้จิตนี่ออก มันก็แตกๆๆ ...เนี่ย กายแตกหมดเลย กายนี่แตกละเอียดเลยน่ะ

พอกายมันแตกละเอียดปั๊บนี่ จากที่มันรวมกันเป็นก้อนเรา ก้อนกายมีหนังหุ้มอยู่นี่ ...กายที่มันแตกแล้วนี่ มันกลับไปรวมกับธาตุทั้งหลายทั้งปวง

คือทั้งหมดสรรพสิ่งที่เป็นวัตถุนี่ ที่เป็นวัตถุธาตุภายนอกนี่...กับสรรพสิ่งที่เรียกว่าเป็นความหมุนวนของกายเกิดดับ ...มันจะรู้สึกว่ามันเป็นเนื้อเดียวกัน

มันกลับไปเชื่อมต่อหรือไปสมานกันกับภายนอก หรือว่าธาตุภายนอก ...นี่เขาเรียกว่า เมื่อมันทำลายธาตุภายใน ทำลายความรวมตัวของธาตุกายธาตุเรานี่ กายเรานี่

มันกลับไปรวมธาตุในสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน ...มันจะไม่เห็นเลยว่า นี้กับอากาศ นี้กับโต๊ะเก้าอี้ นี้กับความร้อน ลม แตกต่างกันเลย มันเป็นอันเดียวกันเลย

ที่มันเห็น ที่มันเชื่อ ที่มันเข้าถึง ที่มันเข้าใจ ที่มันยอมรับในสภาพอย่างนี้เพราะอะไร ...เพราะจิตนี่จะไม่แบ่งกับอะไรเลย จะไม่ออกมาแบ่งว่านี้เป็นกาย นี้เป็นไม่ใช่กาย นี้เป็นกายเรา นี้เป็นกายอะไร...ไม่มี

มันเลยรวมธาตุทั้งสรรพสิ่งทุกสรรพสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย ...มันรวมใหญ่นะนั่น รวมธาตุใหญ่ มันเชื่อม ...ตรงเนี้ย ที่ท่านเรียกว่ามหาศีล เข้าใจมั้ย


(ต่อแทร็ก 13/39  ช่วง 2)