แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอน "พระอาจารย์" แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอน "พระอาจารย์" แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 13/2



พระอาจารย์
13/2 (570209B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
9 กุมภาพันธ์ 2557


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นต้องรักษากายรักษาใจไว้ 

จะยาก จะลำบากก็ต้องทำ อย่าไปคิดว่าเป็นเวลาที่ไม่ต้องทำ ...เพราะอย่างเวลาอยู่อย่างนี้ กายมันก็ปรากฏชัด หยั่งดูก็เจอ …แต่เวลาเข้าเมืองไปแล้วปุ๊บนี่ มันกลายเป็น “หายากฉิบหายเลย...กาย”  

การก้าว การเดิน การพูด การคุยนี่... “กายกูหายไปไหนวะ กูจะหาเจอได้มั้ยนี่”  มันยากแล้ว มันยาก ...พอยากมากๆ เข้า มันก็ขี้เกียจแล้ว ใช่มั้ย ขี้เกียจ ...แล้วมันก็จะรอเวลาให้ถึงได้มาอย่างนี้

ความตายไม่รอหรอก ไม่รอต่อความงอมืองอตีน ... ก็ต้องลุกขึ้นขันแข็ง เขาเรียกว่าความเพียร เป็นคนที่ไม่ย่อท้อ ...มันยากแค่ไหนก็ต้องทำให้ได้ 

ก็รู้อยู่แล้วว่านี่กลับไป เข้าเมืองไป “เดี๋ยวกูต้องไม่รู้ตัวแน่เลย กายกูหาย ...แล้วเวลาที่กูเจออารมณ์อะไรเยอะๆ นี่ กูไม่รู้จะไปหากายที่ไหนยังไง”

ก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจออาการนี้ซ้ำซาก  จะทำยังไง จะหนียังไง จะแก้ยังไง หรือไปมุดหัวมุดตีนอยู่ในซอกหลืบรู หรือไม่ให้เจออะไร ...มันทำไม่ได้ 

มันก็มีแต่ว่า ไม่ย่อท้อ แล้วก็ไม่งอมืองอตีน ...ตั้งใจให้มันแข็งแรงขึ้น ตั้งสติให้มันเข้มข้นขึ้น ระมัดระวังขึ้น ให้มันเข้มแข็งขึ้นมาในการที่จะสร้างความรู้ตัว สร้างหรือว่าหยั่งลงถึงกายถึงใจให้ได้ตรงนั้น

จะยากลำบากขนาดไหนก็ต้องกัดฟันทำ ตัดใจเลยว่า...ฮึด มันต้องฮึดขึ้นมา หลายๆ ครั้ง จนมันมีกำลัง กิเลสมันจะมาท่าไหน หรือว่าอารมณ์ภายนอก ผัสสะอะไรที่มันแวดล้อมนี่...มันทัน มันตั้งรับได้

มันก็เป็นอาการซ้ำซากอยู่แล้ว การหลงการเพลินในระหว่างที่มันไปทำกิจธุระอะไร มันต้องหลง มันจะมุ่งไปที่กิจธุระนั้น ความคิด คำพูด พวกนั้น มันก็หลงไปตอนนั้น ตอนสังสรรค์ตอนพบปะพูดคุย 

มันก็จะหลงที่เดิมๆ นั่นแหละ ...เวลารู้ มันก็จะรู้ที่เดิมๆ เหมือนกัน  อาการที่มันนั่งอยู่คนเดียวบ้าง หรือไม่มีอะไรทำบ้าง มันก็กลับมารู้ ...มันก็เป็นร่องเดิมของมัน 

แต่คราวนี้ว่า ทำยังไงมันถึงจะต่อเนื่องให้ได้ในทุกที่ทุกสถาน อย่างนี้ มันก็ต้องฟันฝ่าด้วยความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ ...ไม่ใช่งอมืองอตีนให้กิเลสมันเหยียบย่ำ ความไม่รู้มันเหยียบย่ำทับถม 

มันก็เป็นผู้แพ้ตลอดกาล ไม่สามารถปฏิรูปกายใจขึ้นมาได้ ...แล้วก็อย่าไปปฏิรูปคนอื่น อย่าไปปฏิรูปประเทศ อย่าไปปฏิรูปอดีตอนาคต ...ปฏิรูปกายใจขึ้นมา ปฏิรูปให้มันเหนือกิเลสขึ้นมา 

อย่าไปอยู่ต่ำอยู่ใต้อำนาจของความไม่รู้ ...แล้วก็ปล่อยให้ความไม่รู้นี่มันพาไประหกระเหิน ตกระกำลำบากกับอารมณ์ กับความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ต่างๆ นานา ไปตกระกำลำบากในอดีตอนาคต

นี่ความไม่รู้ทั้งนั้นน่ะมันพาไป อยู่ใต้อำนาจของมัน แล้วก็ไม่คิดที่จะปฏิวัติ ปลดแอก ...นี่ก็เป็นแต่ผู้ภาวนาที่แค่ได้รู้ ได้ฟัง ได้ทำบ้าง...มันก็ทำได้แต่ตอนที่กิเลสมันไม่มี หรือว่ากิเลสมีน้อย 

หรือตอนที่กิเลสมันไม่ค่อยแสดงนี่น่ะ เก่งๆ ...แล้วเวลาพุดคุยก็ว่า “ฉันภาวนาดี ฉันรู้ตัวดี" ...แต่เวลาโกรธนี่แม่ไม่เอาอะไรเลย แม่จะด่าก็จะเอาให้มันตายคาตีนคาปากกูไปเลยนั่นแหละ เนี่ย มันเก่งยังไง

แต่เวลาธรรมดากิเลสมันเฉยๆ หรือว่ามันพักตัว มันหลับมันนอนหรือมันพักผ่อนนอนหลับ เอาแรง ...คือมันนอนหลับไม่ใช่นอนตายนะ มันนอนหลับเอาแรง ...เดี๋ยวกูตื่นขึ้นมาล่ะ...มึ้งจะมาเป็นเบ๊กูอีก

เรานั่นแหละจะเป็นเบ๊ของกิเลส แล้วแต่มันจะชี้นิ้วบงการ ให้กิเลสมันมีอำนาจนำ ชี้นิ้วนำ...นำพูด นำด่า นำไปหาสุข นำไปหาทุกข์  นำไปหาเหตุและผล หาความถูกต้อง 

นำไปหาความเป็นจริงที่นั้นที่นี้ หรือนำไปหาความเสียดแทงบีบคั้นให้คนนั้นคนนี้บ้าง ...เหล่านี้นี่ กิเลสนำทั้งนั้นน่ะ ไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญานำ 

ถ้าศีลสมาธิปัญญานำนี่ มันจะนำอยู่ภายใน มันจะนำพาอยู่ข้างใน ...วนอยู่ภายในสัดส่วนของกายบ้าง ความรู้สึกของกายบ้าง ความปรากฏขึ้นของความคิดความเห็น  

อันนี้เป็นความคิด อันนี้เป็นความเห็น อันนี้เป็นความจำ อันนี้เป็นอารมณ์ ...มันจะนำพามาเรียนรู้ จำแนก แยกแยะ นี้คือนี้ นี้คืออย่างนี้ นี้คือส่วนนี้  นี้คือกาย นี้คือกายจริงๆ นี้คือกายสมมุติ...

นี้คือกายที่มีกายสมมุติ...แล้วก็มีกายจริงอยู่คู่กันด้วยกัน...แต่ว่ามันไม่ใช่อันเดียวกัน ...นี่มันก็นำพามาค้นมาหา มาวิจยะ มาใคร่ครวญในกองก้อนธาตุก้อนขันธ์นี่ ...เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวนำ  

ถ้ากิเลสนำมันก็ไปไหนก็ไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่รู้ ...แต่พอมันเลิกทำมันหยุดทำแล้ว...ก็มีแต่ความเร่าร้อนตามมา มีแต่ความหนักคับข้อง มีแต่ความกังวลแก้ไม่ตก

มันก็ไปคาอยู่อย่างนั้น ไปค้างไปคากับการกระทำคำพูดของตัวเอง  แล้วก็มานั่งเสียใจเสียดาย กังวลว่า...ไม่น่าเลย  มานั่งคาอยู่ในการกระทำที่ทำไปแล้ว ...แล้วยังไม่ยอมแล้ว

หรือคนอื่นก็เขาทำแล้ว แล้วก็มานั่งคิดนั่งค้นว่า...เจอมันครั้งต่อไปเราจะทำยังไง จะตั้งรับมันยังไง คือฝึกวิทยายุทธ์ในการคิดคำพูดอะไรที่มันเจ็บๆ แสบๆ อย่างนี้

มันเป็นงานหรือนั่น มันเป็นงานหรือ ...มันเป็นงานของเหล่าผู้ที่จะเตรียมตัวเป็นอริยสงฆ์สาวกไหม นั่นน่ะ หรือเป็นงานที่จะสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ตัวเอง

แต่มันกลับเห็นว่างานนี้เป็นงานสำคัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งยวดขนาดไหน ...To die for เลยนะ ...ถ้าไม่ได้ด่านี่กูนอนไม่หลับ นึกคำด่าไว้เดี๋ยวเจอหน้ามันดันลืมไป นอนไม่หลับ ต้องจด ต้องเตรียมพร้อมอย่างยิ่ง 

แล้วมันมีโปรเจ็คท์ แผนนั้นขึ้น แผนนี้ซ้อนอีก มันวางเป็นโปรเจ็คท์เลย ...นั่นน่ะงานของคนทั่วไป เป็นงานอันต่ำ เป็นงานอันหยาบ เป็นงานที่ไม่ควรค่าแก่การเอาเยี่ยงเอาอย่าง

ปล่อยให้คนทั่วไปเขาทำไปเถอะ ...เพราะนั้นผู้ปฏิบัตินี่คือใคร คือผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นอริยสงฆ์สาวกโดยแท้จริง ...แล้วถ้ายังทำงานอย่างนี้อยู่ มันจะเป็นได้มั้ยเนี่ย  

แค่เตรียมพร้อมที่จะเป็น ยังไม่ทันจะเป็นนะ มันยังไม่เตรียมพร้อมให้ดีเลย ...เพราะนั้นมันมีแต่ความอยากแค่นั้น ...มันพาไปไม่ได้ 

ความอยาก ตัณหา อยากได้ อยากถึง อยากเป็น ทุกคนน่ะอยากเป็นโสดาบันทั้งนั้นแหละ ...แต่มันไม่ทำน่ะ มีแต่อ้อนวอนร้องขอ มีแต่บนบานศาลกล่าว มีแต่หวังพึ่งอาจารย์ มีแต่หวังพึ่งซีดี...มันไม่ทำ

ถ้ามันไม่ทำ ไม่ก้าวเดินไปในมรรค แล้วยังไม่สร้างครรลองของมรรคขึ้นมาด้วยศีลสมาธิปัญญา ...มรรคมันก็ไม่เกิด มรรคมันก็ไม่ปรากฏ 

แล้วมันจะเดินไปทางไหน ...มันก็เดินไปตามทางเก่าของมันที่กิเลสเป็นตัวชี้นำ ความไม่รู้เป็นตัวพาไป กับความหลงเพลิน ทั้งวันก็ไปอยู่ในเส้นทางเหล่านั้น

เพราะนั้นเส้นทางของกิเลสความไม่รู้ มันก็มีอยู่สามเส้นทาง คือสามโลกนั่นแหละ...กามภพ รูปภพ อรูปภพ ...กามภพนี่ก็ยังแบ่งเป็น เทวดา ๖ พรหม ๑๖  เดรัจฉาน เปรต สัตว์นรก อสุรกาย  

เห็นมั้ย ในกามภพยังมีแยกแยะซอยย่อย มันไปได้มากมาย เป็นตรอกซอกซอยที่มันตีบตัน ที่มันไปแล้วก็ไปตก ไปคา ไปจมอยู่เป็นนาน...เป็นหลายปี หลายชาติ หลายภพ หลายอายุ 

ก็เป็นปีเป็นเดือนติดตังอยู่อย่างนั้น กว่าจะถอยถอนออกมา เดินกลับมาทางเก่า เส้นทางเดินแห่งความเป็นคน

แต่ถ้าไม่มีมรรคไม่มีตัวชี้นำทางโดยศีลสมาธิปัญญา เป็นเหล็กเป็นปูนเป็นหินเป็นทรายให้ก่อร่างสร้างทางขึ้นมานี่ ...มันก็จะวนลงทางเก่าทางเดิมของมัน ที่มันคุ้นที่มันเคยไป 

มันก็ลืมไปว่ามันเคยไปมาแล้ว ไปจมไปแช่อยู่ในหม้อนรกบ้าง ไปจมไปแช่อยู่ในความเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปจมไปแช่อยู่ในความเป็นคนดี-ร้ายบ้าง คนจน คนมี คนชั่ว อะไรหมุนวนอยู่อย่างนั้นไป

แต่มรรคนี่ไม่ได้สร้างไว้ในตำรา ไม่ได้สร้างเป็นทางจำเพาะของครูบาอาจารย์หรือพระอริยะเท่านั้น ...มันเป็นสาธารณะ ใครก็ทำได้ ใครก็ทำขึ้นมาเองได้ ...แต่มันไม่ทำ

ไอ้ที่ไม่รู้แล้วมันไม่ทำก็ไม่ว่า ไอ้ที่รู้แล้วมันไม่ทำนี่...ไอ้นี่ต้องด่าไม่ใช่แค่ว่า ...เพราะมันรู้แล้วก็ยังไปเลือกทางเดินเดิม ...เป็นนางงามชิงมงกุฎอยู่นั่น 

เอาอารมณ์ในโลกมาเป็นมงคลสวมหัวสวมคอ เป็นสร้อย เป็นแก้วแหวนอยู่อย่างนั้น ...มันไม่ได้เป็นการขวนขวายในการสร้างหนทางของมรรคน่ะ

พอเริ่มสร้าง พอตั้งใจจะสร้าง ก็มีความตั้งใจแค่กระผีกริ้น น้ำตามด... "เหนื่อย ไม่เอาแล้ว เหนื่อยยาก ไม่ไหวแล้ว" ...นั่น ความเพียรเท่านั้น เท่าน้ำตามด 

ความอยากนี่เท่าแผ่นฟ้า กว้างเท่าแผ่นดิน ...แต่ความเพียรขึ้นมาเหมือนน้ำตามด

เพราะนั้นมรรคนี่มันไม่มีใครสร้างให้กันได้ มันต้องทำขึ้นมาเอง หลายน้ำตามดเข้าไป เดี๋ยวมันก็ท่วมท้นเท่ามหาสมุทรเอง เกินมหาสมุทร เกินจรดขอบฟ้า เกินโลก ข้ามสามโลก ...ทำไมจะทำไม่ได้

มันไม่ใช่ของยากอะไรหรอก มันยากคือมันไม่ทำ หรือว่ามันทำน้อย แต่อยากยังเยอะอยู่ ...ก็ต้องลดทอนความอยากลงไป แล้วก็ทำลงไปให้มาก ทำความรู้ให้มาก ทำสติให้มาก 

ทำความรู้อยู่กับปัจจุบันให้มาก ทำความรู้อยู่กับอิริยาบถให้มันต่อเนื่องในทุกอิริยาบถ ไม่ว่ามันจะเป็นอิริยาบถในเมือง ในบ้าน ในป่าในเขา มันก็อิริยาบถเหมือนกัน เป็นผืนดินเดียวกัน

ไม่ได้เป็นผืนดินในโลกอื่น มันก็ผืนดินนี่ ไม่ใช่ดินบนดาวอังคารที่มันไม่เคยเจอเคยเห็นมาก่อน ก็ดินอันเดิม กายอันเดิม อิริยาบถอย่างเดิม มีความรู้สึกในอิริยาบถอย่างเดิม 

ไม่ว่าจะนั่งอยู่ในโรงหนัง ไม่ว่าจะนั่งอยู่บนรถ ไม่ว่าจะนั่งอยู่บนบ้าน ไม่ว่าจะนั่งอยู่ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะไปนั่งถูกด่าหรือไปนั่งถูกชม หรือไปนั่งด่าเขา หรือไปนั่งให้เขาด่า 

มันก็กายอันเดิม อิริยาบถอันเดิม ...ไม่ใช่ว่ากายขณะที่กำลังไปนั่งแล้วถูกด่านั่น เป็นกายที่ถูกธาตุของดาวอังคารมาผสมกัน แล้วไม่เคยรู้ไม่เคยเจอมาก่อน ...มันก็ไม่ใช่ 

มันก็กายอันเดียวกับที่นั่งที่บ้านที่รถน่ะแหละ มันก็มีความรู้สึกอันเดิมนั่นแหละ ...ทำไมมันหาไม่เจอ ทำไมมันหยั่งลงไม่ถึง ทำไมมันไม่ยอมหยั่งลงมา

นี่ ความไม่ยอมออกจากอารมณ์ ไม่ยอมออกจากกิเลส ไม่ยอมออกจากความคิดในอดีตอนาคต ในความน่าจะเป็น ในความคาดหมาย ...มันไม่ยอมออก  

มันเสียดายที่ยังถูกด่าน้อยไป ก็เลยพยายามโต้ตอบให้มันถูกด่ามากๆ จะได้คิดดอกเบี้ยกับมันเยอะๆ มันจะได้สะใจแรงๆ ...มันไม่ยอมออก มันเสียดายความคาดหมายคาดหวังเหล่านี้

ทั้งๆ ที่ว่าตรงนั้นน่ะ กายก็คือกายอยู่ตรงนั้น อิริยาบถก็คืออิริยาบถอยู่ตรงนั้นน่ะ ...ความรู้สึกในอิริยาบถก็เป็นความรู้สึกในอิริยาบถแบบเปล่าๆ 

คำว่าอิริยาบถแบบเปล่าๆ คืออิริยาบถยังไง ...คือมันเป็นธาตุที่มันไม่มีความรู้สึก มันเป็นกองก้อนธาตุกองก้อนอาการ ที่มันไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความมีชีวิต ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย

มันเป็นกองก้อนรวมกันของธาตุอย่างเดียว ไม่มีอารมณ์ในนั้น  ไม่มีความดี-ความเลว ความสุข-ความทุกข์ใดๆ ... มันเป็นกลางอยู่อย่างนั้น

เมื่อเราจ่อ หยั่ง จ่อหยั่ง อยู่กับกองธาตุ กองกาย กองศีลน่ะ  ความมีชีวิต ที่มันเคยเข้าใจ ที่มันเชื่อว่า เรานี่คือชีวิต จิตนี่คือชีวิต มันก็จะมาเห็นความเป็นจริง ว่า...ความมีชีวิตจริงๆ น่ะมันอยู่ที่ไหน 

โดยมีตัวกายนี้เป็นสะพานทอดเชื่อมให้ถึงใจ เพราะว่าตัวกายนี่มันไม่มีชีวิต ...เมื่อรู้ไปดูไปเห็นไปอยู่กับมันเรื่อยๆ นานๆ  ก็จะเห็นว่ามันเป็นธาตุที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความเป็นบุคคล

แล้วที่มันเคยบอกว่า...เรานี่มีชีวิต จิตนี่มีชีวิต เป็นบุคคล ดิ้นได้ เจ็บร้อนได้ ดีใจ หัวเราะได้ เป็นสุขเป็นทุกข์ มันมีชีวิตรับรู้อย่างนั้นได้นี่ 

เมื่อมันมาจดจ่ออยู่กับกาย  ...จนจิตนี่มันหยุด ความเป็นเรานี่มันหยุด ก็เหมือนกับไม่มีเรา ไม่มีจิตคิดนึกปรุงแต่ง

ถ้ามันเป็นชีวิตจริงๆ ในเรา ถ้าจิตเป็นชีวิตจริงๆ แปลว่าขณะที่มันหยุด ขณะที่มันไม่ปรากฏอาการของเรา ความรู้สึกของเรา ความรู้สึกในความคิด ความรู้สึกในอดีตอนาคตนี่ ...มันก็แปลว่าตายสิ

แต่มันก็ไม่ตายนี่ กายก็ยังมี ...ไม่มีจิต กายก็ยังมี ...เอ้า กายมันเป็นธาตุมันมีได้ยังไง ก็มันไม่มีชีวิตแล้วมันจะมีกายได้ยังไงล่ะ 

เพราะมันมีใจรู้อยู่ มีผู้ที่รู้อยู่ มีอะไรอย่างหนึ่งที่มันรู้อยู่ว่า...มีกายนี้ อยู่กับกายนี้ กายนี้มันปรากฏอยู่อย่างนี้  แต่ในขณะนั้นน่ะ จิตมันไม่มี เรามันไม่มี ...แต่ทำไมมันไม่ตาย

ถ้ามันเป็นชีวิตจริงๆ ถ้ามันเป็นความเป็นบุคคลจริงๆ  ทำไมยังยืนเดินนั่งนอนได้ ยังร้อน ยังอ่อน ยังแข็งได้  ยังรู้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกายได้ ...ทั้งที่ว่ากายมันไม่รู้ด้วยตัวของมันเองว่ามันร้อนมันอ่อนมันแข็ง

นี่ มันก็ค่อยๆ ถอยทวนกลับมาลงถึงใจ...ใจที่มันเป็นแค่ดวงจิตผู้รู้เปล่าๆ ...เพราะนั้นน่ะ มันก็จะเห็นเข้าไปอีกว่า ความมีชีวิตจริงๆ นี่ มันคือตัวใจต่างหาก 

แต่มันเป็นความมีชีวิตที่ไม่เป็นสัตว์ ไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นใคร ไม่เป็นอะไร ...มันเป็นความมีชีวิตที่มันบริสุทธิ์

พอมันรู้ พอมันเห็นในลักษณะนี้ แล้วก็รักษาด้วยความต่อเนื่องไป ...มันก็จะค่อยๆ ซึมซาบว่า นอกจากใจนี้ออกไป สิ่งที่อยู่หน้าใจนี้ออกไป สิ่งที่มันแวดล้อมใจนี้...ทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต 

คือเป็นเพียงแค่ก้อนธาตุ...ทั้งรูปธาตุทั้งนามธาตุ ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล 

ชีวิตจริงมันมีที่เดียวคือใจ  แต่ว่าเป็นใจ...ที่ไม่ใช่เป็นชีวิตที่เป็นเพศเป็นบุคคล เป็นความบริสุทธิ์รู้ บริสุทธิ์เห็น เป็น alive ในตัวของมันที่ไม่ข้องแวะกับอะไรเลย 

เป็นความบริสุทธิธาตุ บริสุทธิธรรมในตัวของมัน ไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเกาะเกี่ยว หรือทำลายความมีชีวิตของใจไม่ได้เลย

จึงเรียกว่าเป็นอมตะธาตุอมตธรรม เหนือกว่าธรรมชาติของขันธ์ ธรรมชาติของโลก ธรรมชาติของสามโลกที่มันเป็นสิ่งที่แวดล้อมใจอยู่ 

ไม่มีอะไรมาทำลายได้ ไม่เปลี่ยนแปลง ...เหนือความเปลี่ยนแปลง เหนือความมีตัวตน เหนือความเป็นสุขเป็นทุกข์ เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ในสามโลก เหนือกฎของไตรลักษณ์


(ต่อแทร็ก 13/3)





วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 13/1



พระอาจารย์
13/1 (570209A)
9 กุมภาพันธ์ 2557


พระอาจารย์ –  ภาวนากันแบบลักปิดลักเปิด ...อย่าไปปล่อยทิ้งนาน 

(เล่าเรื่องคนขับรถที่วัดตาย) ...ตาย ... เพราะนั้นความตายน่ะมาแบบฉับพลัน ไม่ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว ไม่มีใครนึกฝัน มาปุ๊บก็ตายปั๊บ นี่ ...ภาวนาก็หมดแล้ว หมดโอกาสภาวนาไปด้วย 

รอเกิดใหม่  ไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เกิดที่ไหน ...ถึงบอกว่าอย่าอยู่ในความประมาท ...ความตาย เดี๋ยวนี้มันตายกันง่ายดาย  เห็นกันหลัดๆ นี่ อ้าว ตายไปแล้ว ...ตายฉับพลันมันก็เตรียมตัวอะไรไม่ทัน 

ถ้าตายในแบบเป็นมะเร็ง เป็นอะไร มันก็ยังพอมีเวลาตั้งเนื้อตั้งตัว ตั้งกายตั้งใจขึ้นมาบ้าง ... แต่ถึงว่า...ตายด้วยโรค มันทรมาน...เวทนานี่บีบคั้น จนไม่สามารถอยู่กับเนื้อกับตัวได้ 

ถ้าไม่ได้ฝึกฝนสติสมาธิอย่างเข้มแข็ง แข็งแรง ...จิตมันไม่สามารถจะเข้มแข็งขึ้นมาได้ ถูกเวทนาเผา จิตมันก็อ่อนแอ อ่อนเหมือนกับขี้ผึ้งโดนแดดโดนไฟลน มันอ่อนปวกเปียกไปหมด  

มันไม่สามารถจะตั้งกายตั้งจิตตั้งใจขึ้นมา เป็นกลาง เป็นปัจจุบันได้ ... เพราะความตั้งใจให้เป็นกลางอยู่กับเวทนาที่เร่าร้อนนี่ ไม่ใช่ของเล็กน้อย ไม่ใช่ของง่ายๆ 

ไอ้ที่เรานั่งๆ นอนๆ แล้วก็ตั้งใจเป็นกลางๆ อยู่นี่ก็ยังพอทำได้  ...ขนาดพอทำได้ มันก็ยังประมาท เลินเล่อ เผลอเพลิน ไม่รักษาความต่อเนื่อง ไม่เพิ่มกำลังของสมาธิ

คือถ้ามันต่อเนื่อง รักษาสติให้มันต่อเนื่องเป็นสัมปชัญญะนี่  มันก็จะทำให้จิตมันเข้มแข็งขึ้นมา ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ...สมาธิมันก็จึงจะไปตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ท่ามกลางพายุ ท่ามกลางไฟที่ฮือโหมไหม้ขันธ์

เพราะนั้น อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าๆ  มันต้องทำงาน...ทำงานรักษากาย รักษารู้  ทำกายทำรู้ให้ปรากฏอยู่เสมอ  แล้วก็ทรงไว้...ต้องทรง  มันขาดความตั้งมั่นเป็นกลาง มันก็ต้องตั้งมั่น

เมื่อรู้แล้ว เมื่อมีกายแล้ว เมื่อปรากฏขึ้นมาแล้วนี่  มันต้องทรง...รักษา เรียกว่าทรงไว้ ไม่ปล่อยปละละเลยในศีลสมาธิ ...ปัญญามันก็จะค่อยๆ พอกพูน เข้มแข็งขึ้น เป็นลำดับไป

เมื่อมันเข้มแข็งด้วยอำนาจสมาธิ  ปัญญามันก็จะค่อยๆ สอดส่องในธรรม เกิดความชัดเจนในธรรมที่เรียกว่ากาย ที่เรียกว่าขันธ์ ที่เรียกว่าโลก ที่เรียกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง 

มันก็จะค่อยๆ เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง แยกแยะ ...ออกจากความเป็นเจ้าของ ออกจากความเป็นเราของเราไป ...จนอยู่ได้ด้วยปัญญา มันก็ไม่ต้องไปทนกับอะไรแล้ว

ถ้ามันมีปัญญาแล้ว มันก็อยู่ด้วยความไม่ต้องเป็นเราที่มามีมาเป็นผู้ต้องอดทนหรือว่ารับรู้กับความยากลำบากของขันธ์ เวลามันเกิดวิปริตผิดสภาพ ผิดความคุ้นเคยที่มันส้องเสพด้วยความเผลอเพลิน

แต่นี่เราอยู่กับขันธ์ด้วยความผูกพันมั่นหมาย เผลอเพลินไปกับมัน แต่ว่าไม่รู้สึกรู้สา เหมือนกับเป็นความเคยชิน  ...เวลามันเปลี่ยนแปลง กระทั่งเป็นทุกขเวทนาขึ้นมา มันก็รับไม่ได้ มันก็ต่อต้าน 

มันก็พยายามจะขว้างทิ้ง ปัดทิ้ง มันก็ปัดไม่ออก ทิ้งไม่ได้ ...แต่ด้วยความไม่มีปัญญา มันก็พยายามปัดของมันอยู่อย่างนั้น มีเวทนาอย่างไร มันก็จะให้เหมือนเดิม ให้มันเป็นปกติธรรมดาเหมือนเดิม 

แต่จริงๆ ไอ้ความเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือความปกติของมันอยู่แล้ว มันไม่ใช่ความผิด ... มันเป็นธรรมดาของขันธ์ มันเป็นธรรมดาของทุกสิ่ง ไม่ใช่จำเพาะขันธ์ ...มันมีความเปลี่ยนแปลงไปไม่คงอยู่

แต่ความที่จิตมันไม่มีปัญญา มันไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ...มันไม่เชื่อว่าขันธ์นี้มีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา มันไม่เชื่อว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์เป็นธรรมดา 

เพราะมันคุ้นเคยส้องเสพด้วยความปล่อยปละละเลยจนเคยชิน ไม่เอาใจใส่ในการทบทวนสภาพขันธ์ตามความเป็นจริง บ่อยๆ ต่อเนื่อง ...ปัญญามันก็ไม่ค่อยจะมี 

มันก็ยึดถือแบบเดิมๆ ด้วยความหลง...เป็นมิจฉา ... เมื่อสภาพความเป็นจริงมันปรากฏขึ้นแล้ว...ก็โวยวาย  จิตมันก็เร่าร้อน จิตมันก็หนีอย่างเดียว ปัดทิ้ง 

เพราะนั้นระหว่างที่มันยังอยู่ดี ขันธ์มันยังพอถูๆ ไถๆ อยู่ได้ ...ก็ต้องรีบไขว่คว้าขวนขวายในสติสมาธิปัญญาภายใน ให้มันเป็นนิสัย ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ขี้เกียจ 

ไม่ไปให้ค่าให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นภายนอกทั้งหลาย งานการต่างๆ ...จนกายใจ การภาวนาเป็นเรื่องรองไป เป็นเรื่องไม่สำคัญไป ...นี่ ต้องพยายาม 

ถ้ามันขี้เกียจนักก็บอกว่า เดี๋ยวก็จะตายแล้ว ...นึกถึงความตาย เห็นคนตาย เห็นคนใกล้ตัว ญาติพี่น้องตายก็ไม่ต้องไปเศร้าโศกมาก เสียเวลา ให้นึกน้อมเลยว่า เดี๋ยวเราก็ตาย เขาตายไปก่อนเดี๋ยวเราก็ตายตาม

มันไม่มีใครรอดไปสักคนหรอก มันตายทุกผู้ทุกรูปทุกนามไป ทุกขันธ์ ...ไม่มีใครเก่งกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครเลวกว่าใคร ตายเหมือนกันหมด ...นี่ มันตายทั้งนั้น

แล้วมันใช้เวลาที่ยังคงถูๆ ไถๆ อยู่กับมันนี่ ใช้เวลาที่มีอยู่...หมดเวลาไปกับอะไร  ก็ต้องคอยบอกกล่าวสอนมัน  ...หมดเวลาไปกับศีลสมาธิปัญญา หรือว่าหมดเวลาไปกับกิเลส อารมณ์ 

มีแต่ความยึดมั่นถือมั่น ความไขว่คว้าค้นหาในสภาวะต่างๆ นานา ทางโลกทางธรรม มีแต่ความอยาก ความไม่อยาก มีแต่ความวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งต่างๆ บุคคลต่างๆ

อะไรเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่มันมากินเวลา ทำให้มันหมดเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ...นี่ มันต้องพยายามนึกน้อมสอนตัวเองถึงความตาย มันจะได้ขยัน มันจะได้ไม่ประมาท

เมื่อมันขยันหมั่นเพียรเจริญสติ รู้ตัว รักษาการรู้ตัวไว้ ...จนมันเกิดความเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกัน เชื่อมสมานกัน ไม่หลงไม่ลืม ไม่เผลอไม่เพลินแล้ว ความพากเพียรภายในมันก็จะเกิดขึ้นเอง 

มันจะรู้สึกว่า...ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่มันยังไม่เห็น แล้วมันต้องการจะเห็นภายในนั่นแหละ ...มันก็รู้สึกว่ามันมีงานที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งมันยังไม่แล้วไม่ล่วง

งานที่ยิ่งใหญ่ งานที่สำคัญ งานที่แข่งกับเวลา อายุขัยอายุขันธ์ของเจ้าของ ...มันก็เห็นเป็นงานที่ถือว่าเป็นงานเร่งด่วนเลย  นี่ ความเพียรมันก็เกิดขึ้นเอง 

เพราะมันต้องการที่จะทำความแจ้ง ทำความรู้โดยตลอด โดยที่ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเล็ดลอดออกไปจากความไม่รู้ในกองธาตุในกองขันธ์ต่างๆ ...มันก็เร่งอยู่ภายใน มันเร่ง 

บางทีก็เร่งถึงขนาดไม่พูดไม่จากับใคร ไม่พบปะผู้คน บางทีเร่งมากๆ ภายในจนมันไม่หลับไม่นอน  มันรู้สึกว่าเสียดายเวลาที่นอนเพราะว่าจิตมันจะหลับไหล...แต่อายุขันธ์มันไม่หลับ มันไม่หยุด มันนับหน้าไปเรื่อย 

ความเพียรมันก็มากอยู่ภายใน มันก็มีการวิจยะ วิจัยวิจารณ์ในธรรมที่เรียกว่ากายบ้าง จิตบ้าง อะไรบ้างต่างๆ นานา อย่างที่มันแสดง ...มันจะแสดงเป็นอะไรขึ้นมาก็แจ้งกับสิ่งนั้นๆ ทุกปัจจุบัน 

ไม่ไปตื่นเต้นตกใจ ไม่ไปกังวลเศร้าหมองหดหู่ ไม่ไปดีใจเสียใจอะไรกับมัน ...แต่ว่าทุกอาการของขันธ์ที่มันปรากฏ ก็ทำความแจ้งอยู่กับขันธ์นั้นด้วยความตั้งมั่นและเป็นกลาง

จนมันเห็นโดยตลอดของทุกปัจจุบันขันธ์ที่มันแสดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางจิต ทางกิเลส ทางอารมณ์ ทุกปัจจุบันที่มันแสดงอาการ ...มันก็จะมีต้น ท้าย ปลาย กลาง เหมือนกันหมด 

คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...เป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น ...ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีสาระอะไร ไม่มีความเป็นจริงอะไรตกค้างหลงเหลืออยู่ ในการเกิด ในการดับ ในการตั้งอยู่ของมัน  

มันก็เกิดความลึกซึ้งในส่วนต่างๆ ของขันธ์ ว่ามันเป็นเช่นนี้นี่เอง มันเป็นแค่นี้นี่เอง ...มันไม่ได้เป็นแบบที่จิตที่ไม่รู้นี่มันไปคาดไปหวัง ไปผูกไปพัน ไปเป็นพันธนาการ ไปเป็นที่หมาย ไปเป็นที่ค้างที่คา

มันก็ไม่รู้มันจะไปค้างไปคาอยู่กับขันธ์ส่วนไหน ...เพราะมันไม่มีอะไรในการเกิด ในการตั้ง ในการดับ 

นี่ ปัญญามันก็ค่อยๆ มากขึ้นๆ จนเห็นการปรากฏขึ้น การตั้งอยู่ การดับไปของขันธ์นี่ มันเป็นการเกิดขึ้นแบบเปล่าๆ การตั้งอยู่แบบเปล่าๆ การดับไปแบบเปล่าๆ ...มันไม่มีอะไร 

ไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ให้ผูกให้พัน ให้มั่นให้หมาย ให้ค้างให้คา ให้แม้กระทั่งสงสัยลังเลกับมัน ว่ามันจะเป็นอะไรอีกมั้ย มันจะมีอะไรอีกมั้ย มันจะไม่มีอะไรอีกมั้ย มันยังคงมีอะไรอยู่อีกมั้ย

มันก็ไม่มีความสงสัยในกองขันธ์ทั้งหลาย ...มันก็เป็นแค่อาการเกิดๆ ดับๆ ไปตามวิสัยของมัน ไม่ใช่หน้าที่ ธุระของใคร ไม่ใช่เป็นภาระให้ใครจริงๆ 

มันก็ค่อยๆ ปล่อยให้ขันธ์เป็นไป ไม่ใช่เป็นภาระอีกต่อไป ...มันก็ค่อยๆ เบาจากการเข้าไปแบกขันธ์ เข้าไปหมายมั่นในขันธ์ เข้าไปจริงจังในขันธ์ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 

ทีนี้มันก็ไม่กลัวขันธ์ที่มันจะเป็นไปยังไง ...มันจะเป็นดีเป็นร้าย มันจะเป็นมากเป็นน้อย มันจะไม่เป็น หรือมันจะอยู่นาน มันก็ไม่มีการเข้าไปจริงจังมั่นหมายในความมีความเป็นของมัน

มันก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพ ตามเหตุอันควร ตามปัจจัยอันควร ตามวิบากที่มันจะแสดงอาการ  ...ไม่เข้าไปขัดขวางมัน ไม่เข้าไปดึงดันกับมัน ไม่เข้าไปคาดหวังอะไรกับมัน 

นี่ จิตที่มันมีปัญญา มันก็จะหยุดอาการที่คาดหมาย ดึงดัน ผลักดัน ...ซึ่งอาการเหล่านี้มันเกิดจากความไม่รู้จากจิตที่มันโง่ ...มันก็ทิ้งอาการเหล่านี้หมด 

มันก็อยู่กับขันธ์เหมือนกับต่างคนต่างอยู่ ...มันก็เป็นไป มันก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นทางปัญญาตามลำดับไปเอง 

อย่าให้มันขาดจากสติสมาธิปัญญาปัจจุบัน  อย่าให้มันขาดอย่าให้มันหายจากกาย  อย่าให้มันขาดอย่าให้มันหายจากปัจจุบันรู้ แค่นั้นเอง พยายาม เพียร พยายามรักษากายรักษารู้ อยู่กับกายไว้ ให้มันได้ 

มรรคมันก็จะค่อยๆ เจริญแข็งแกร่งขึ้นไป เป็นสะพานทอดเชื่อมให้เกิดปัญญาญาณขึ้นมา ผล...คือความปล่อย ความวาง ความจาง ความคลาย มันก็เป็นไปตามอำนาจสติสมาธิปัญญาของผู้นั้นๆ 

การปล่อยการวางมันไม่ได้อยู่ในตำรา มันไม่ได้อยู่ในซีดี มันไม่ได้อยู่ในอดีตในอนาคต ...มันอยู่ในที่ที่ว่า มันพร้อม มันเพียง มันพอ...ของศีลสมาธิปัญญารึเปล่า 

ถ้ามันเพียงพอ ...การปล่อย การวาง การจาง การคลาย มันก็เป็นไปตามเหตุอันควรของมันเอง


เพราะนั้นให้ทบทวนอยู่ทุกวัน ...วันที่ผ่านๆ มานี่ มันตั้งใจมากน้อยแค่ไหน  ถ้ามันตั้งใจน้อยก็ให้มันตั้งให้มากขึ้น ...ถ้ามันมากขึ้นแล้วก็พยายามให้มันมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

อย่าให้มันเข้าเกียร์ว่าง ...เหมือนรถที่มันขึ้นดอยขึ้นเขานี่ ถ้าไปตบเกียร์ว่าง มันเป็นยังไงล่ะ ...มันไม่ได้ถอยหลังอย่างเดียว มันลงเหวอีกต่างหาก

ตอนขึ้นเขามันก็ลำบาก แต่ก็ต้องใส่เกียร์ไป...ไหวไม่ไหวก็ทดเกียร์ไป เดี๋ยวมันก็พ้นเนิน นะ  มันพ้นเนินมันก็ เอ้า เกียร์สามได้แล้ว พอมันเกียร์สามได้ คราวนี้มันก็มองอะไรชัดเจน 

เห็นเนินข้างหน้ามันก็ส่ง ใช้แรงส่งไป ..ทีนี้ไม่ต้องลงถึงเกียร์หนึ่งก็ได้ มันมีแรงส่งจากดอยที่แล้ว มันก็ผ่านไปด้วยความคล่องแคล่วชำนาญ  จนมันถึงระดับที่เรียกว่าสันเขา มันก็เป็นทางราบ...ไปสบาย

แรกๆ มันก็ขรุขระอย่างนี้ ขึ้นๆ ลงๆ ...อย่าไปใส่เกียร์ว่างหรือปล่อยให้รถมันหยุด บางทีว่าจะพัก ไปหยุด ...ศีลสมาธิปัญญานี่มันก็หยุดหมดเหมือนกัน 

เดินในมรรค ...หนทางที่ต้องเดิน หนทางของมรรคนี่มันยาวไกล  ยาวไกลเท่าไหน...เท่าที่เราไม่รู้ในกองขันธ์นั่นแหละ

ถ้ามันรู้ในกองขันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ มรรคมันก็สั้น มันสั้น เรียกว่ามรรคมันมีจำกัด เส้นทางของมรรคนี่มันมีจำกัด หมายความว่า เท่ากับลักษณะอาการของขันธ์ทั้งห้านั่นแหละ

 ถ้ามันรู้ได้ตลอดของขันธ์ทั้งห้า โดยทั่ว โดยไม่เว้นวรรคขาดตอน ไม่ขาดตกบกพร่องในการปรากฏขึ้นของขันธ์ห้านี่ ...นั่นแหละคือเส้นทางของมรรคทั้งหมด

แต่ว่าถ้าไม่ใส่ใจ ไม่เรียนรู้ ตั้งรู้ตั้งเห็นกับมัน ด้วยสมาธิด้วยปัญญา ....มรรคมันก็ยาวไกล หรือว่ามันขาดไป 

มันไม่ได้ยาวอย่างเดียว มันถูกหลายสิ่งหลายอย่างปิดบังครอบคลุม จนไม่เห็นว่ามรรคอยู่ไหน มรรคคืออะไร ความสำคัญของมรรคเป็นแค่ไหน ...ก็เกิดตายวนเวียนซ้ำซากกันไป


เพราะนั้นว่าเบื้องต้นก็ต้องสอดส่องลงในกาย หยั่งกาย หยั่งรู้ขึ้นมา ...ไม่งั้นเหมือนทั้งวัน บางวันบางเวลา มันหากายไม่เจอ ไม่รู้อันไหนเป็นกาย ในขณะพูด ในขณะมีอารมณ์ อะไรพวกนี้ 

อย่างนั้นก็ต้องพยายามเพียรสอดส่องลงไปให้ถึงกาย...ในที่นั้นๆ ในอารมณ์นั้นๆ ให้ได้

เหมือนกับดอยเชียงดาวนี่ ถ้าให้เปรียบดอยเชียงดาวนี่เหมือนกาย ... ใจก็เหมือนเราที่นั่งดูดอย  วันนี้ฟ้าใสเห็นดอยชัด ถ้าหน้าฝนมองไม่เห็นเลย  เพราะอะไร  เพราะเมฆ ทัศนะวิสัยไม่ดี มันคลุมหมด

ก็ได้แค่คลุม ...ถามว่าดอยเชียงดาวไปไหน คนนั่งดูไปไหน  ก็ยังอยู่นี่ ...ดอยก็ยังอยู่นั่นน่ะ ไม่ได้ไปไหน ไม่มีอะไรมาแยกย้ายดอยไปได้ ...เพียงแต่มันมองไม่เห็น มันมองไม่เห็น

พอมองไม่เห็นแล้วคราวนี้ก็วุ่นวี่วุ่นวายไปกับเมฆหมอกนั่นแหละ เป็นจริงเป็นจังกับมัน เป็นเดือดเป็นร้อน เป็นบ้าเป็นบอกับมัน เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นยินดียินร้ายกับมัน เป็นไปตามอารมณ์ที่มันจะให้เป็นไป

นี่ ไม่ตั้งหน้าตั้งตาค้นหาดอย  มันก็ไหลไป ...จนไปแก้ ไปเปลี่ยนแปลง จนออกจากที่ที่มันจะมองเห็นดอยได้ชัดเจน ...นู่น ไปโผล่ที่เบตง แล้วว่า "อ้าว ดอยเชียงดาวอยู่ไหน" ...นั่นรอฟ้าสว่างถึงเห็น 

ดอยมันอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหน...ก็อยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ...เพราะนั้นถ้าอดทน คอยรู้คอยหยั่งกับมันในปัจจุบัน ...มันจะเห็น-ไม่เห็น มันก็อยู่ตรงปัจจุบันนี่แหละ

ด้วยอำนาจของสมาธิปัญญา มันก็แทรกซึมลงไป แหวกลงไป เหมือนแหวก มันก็แหวกลงไปจนถึงก้อนหินดินดานของดอยเชียงดาว ได้สัมผัสเป็นระยะๆ เป็นขณะไป อย่างนี้

ถึงมันจะไม่ปรากฏขึ้นทั้งลูก...ก็ยังรู้ว่า เออ ดอยมันอยู่ตรงนี้นะ ... อย่าไปเบตงนะ อย่าไปหาที่เบตง อย่าไปหาที่ใต้มหาสมุทร อะไรอย่างนี้

เพราะนั้นมันก็คอยหยั่งคอยรู้ แม้จะเมฆจะหมอกจะทึบจะหนาขนาดไหน...ด้วยอารมณ์ ด้วยกิเลสนั่นแหละ ด้วยความพอใจ ด้วยความขุ่นมัว ด้วยความหงุดหงิด ...ด้วยความทุกข์ ด้วยความสุขด้วยแหละ

เวลาสุขมันก็สุขจนเลิศเลอลอย ประมาณแบบน้ำหูน้ำตาไหลน่ะสุข หัวเราะจนน้ำหมากกระจาย นั่นก็หาดอยไม่เจอ ...อย่าว่าแต่ทุกข์จนน้ำตาไหลจะหาดอยไม่เจอ สุขจนน้ำหมากกระจายก็หาดอยไม่เจออีกเหมือนกัน

ก็ต้องรั้งไว้ สอดส่องลงไปกับปัจจุบัน ก็จะเห็นอาการ...ลักษณะของการหมุน การหัน การขยับ เป็นระยะๆ... คอยเหยียบคอยหยั่งมันไว้ คอยหยิบคอยหยั่งมันไว้ สร้างนิสัยของปอบหยิบไว้

รู้จักปอบหยิบรึเปล่า หยิบมันไว้ๆ หยิบนิดหยิบหน่อยพอให้มันรู้ว่า เออ กายนะ กำลังโกรธก็หยิบมันหน่อย หยิบตรงเท้าบ้าง ตรงขาบ้าง ตรงเดินไปเดินมาบ้าง ตรงหน้าตาที่มันเขม็งตึงบ้าง อะไรอย่างนี้ 

ก็เรียกว่าสร้างนิสัยของปอบหยิบไว้ ...หยิบกายนะ อย่าไปหยิบที่อื่น ถ้าหยิบที่อื่นก็เป็นปอบแบบปอบผีดิบ ปอบแบบไปกินเลือดกินเนื้อคนอื่นเขา...ไม่เอา  

หยิบแต่เนื้อเจ้าของนั่นแหละ หยิบแต่กายตัวเองนั่นแหละ สร้างสันดานใหม่เป็นปอบผู้ดี ปอบคนดี ...หยิบกายไว้ หยิบใจรู้ไว้ ที่ไหนก็ได้ ที่ที่มันมีอารมณ์ ต้องหยิบเยอะๆ 

ด้วยอำนาจแห่งการที่มันคอยเหยียบคอยหยั่งดอย แล้วไม่เข้าไปประกอบเหตุแห่งเมฆหมอก...ที่มันคลุมไว้ ซึ่งก็คือสร้างทัศนะวิสัยที่มืดมนอนธการมาคลุมไว้นั่นแหละ 

เมื่อไม่มีใครไปประกอบเหตุให้มัน มันก็จะค่อยๆ จางลงไปเอง  โดยที่ไม่ต้องไปทำให้มันจาง มันก็จางของมันไปเอง ...แค่หยิบหยั่งไว้กับกายนั่นแหละ

ทีนี้ฟ้าก็ใส สว่าง นั่งรู้กับดอยก็เห็น ... แล้วก็ระวัง...พอเห็นแล้วก็เริ่มฟุ้งอีก “จะไปดูเอเวอร์เรสท์ดีมั้ยนี่ นี่มันอันดับสามนี่หว่า อินทนนท์มันอันดับหนึ่ง มันสูงกว่านี้นะนี่” 

นั่น ไปอีก มีช่องให้มันไปอยู่เรื่อย “เอ ดอยเชียงดาวมันอันดับสามนะ ไปผ้าห่มปกดีมั้ย อันดับสอง” เริ่มหาอีกแล้ว เริ่มหาอะไรที่มันเหนือกว่าดีกว่า ...อยู่แค่นี้ไม่พอ

นี่ จิตมันเริ่มอีกแล้ว เดี๋ยวเมฆหมอกก็เริ่มมาแล้ว …จิตนี่แหละเป็นตัวที่มันสร้างทัศนะวิสัยต่างๆ นานาขึ้นมา


(ต่อแทร็ก 13/2)